วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 27 เกลียดชังลึกเข้ากระดูก (องค์หญิงเหว่ยหยาง)

ฟูเหรินของท่านสามอาศัย ณ เรือนยาจรูเหยียน

หลี่เหว่ยหยางเพิ่งมาถึงทางเข้าด้านหน้าลานโล่งเมื่อเงาร่างหนึ่งเร่งรุดตรงมาที่นาง
มือเย็นกึ่งกลัวคู่หนึ่งยื่นออกมาจับมือของเหว่ยหยางไว้ทั้งคู่แล้วเจ้าของมือก็เอ่ยออกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจว่า  “พี่สาวสาม!

หลี่เหว่ยหยางก้มหน้ามองสบเข้าไปในดวงตาสวยงามคู่นั้น   มันใสกระจ่างจนสามารถสะท้อนให้นางเห็นใบหน้าของตนเองในนั้น

นางเองก็ค่อนข้างแปลกใจก่อนต่อมาค่อยระเบิดเสียงหัวเราะออกมา   “หมิ่นเต๋อ”

หลี่หมิ่นเต๋อนั้นในตอนแรกก็เกรงว่าเหว่ยหยางจะสลัดมือเขาออก    แต่กลับกลายเป็นว่านางไม่มีท่าทางรังเกียจ กลับให้เขาจับมือต่อ   ความรู้สึกอ่อนหวานนั้นเข้าเกาะกุมจิตใจจนบังเกิดรอยยิ้มกระจายเต็มใบหน้า    เขามองดูท่าทางเคร่งเครียดของนาง   “พี่สาวสาม,  ท่านมาที่นี่เพื่อเยี่ยมข้าหรือ?”   สำเนียงของเขาบ่งบอกถึงความยินดีในน้ำเสียง

เห็นทีท่าเขาน่ารักน่าชังเช่นนี้แล้ว,  หลี่เหว่ยหยางอดใจไม่ไหวยื่นมือไปบีบแก้มเขาพลางหัวเราะตอบว่า   “ถูกต้องแล้ว,  ข้ามานี่เพื่อมาเยี่ยมเจ้า, หมิ่นเต๋อ”

หลี่หมิ่นเต๋อมีความสุขเพิ่มขึ้นมาอีกทันใด   หมิ่นเต๋อเริ่มจับจูงมือของเหว่ยหยางพากันออกเดินแล้วคุยกันไปพลาง   “พี่สาวสาม,   ข้าบอกท่านแม่ว่าข้าอยากจะไปเยี่ยมท่านแต่ท่านแม่บอกว่าจะเป็นการทำให้ท่านยุ่งยากเปล่าๆ”

ความจริงที่หลี่เหว่ยหยางช่วยชีวิตหลี่หมิ่นเต๋อไว้ต้องเก็บเป็นความลับ

หลี่เหว่ยหยางยิ้ม  ไม่ได้คิดถอนมือของนางที่หมิ่นเต๋อกุมเอาไว้แล้วพากันเดินเข้าไปยังโถงด้านในเรือนพักของฟูเหรินของท่านสาม (มารดาของหลี่หมิ่นเต๋อ)

ฟูเหรินของท่านสามต้อนรับหลี่เหว่ยหยางด้วยรอยยิ้มมีไมตรีก่อนที่จะเชื้อเชิญให้นางนั่ง   สาวใช้ผู้หนึ่งก็นำน้ำชามาให้

หลี่เหว่ยหยางรับถ้วยชาที่มีฝากระเบื้องปิดแต่งแต้มลวดลายเป็นดวงดอกไม้   ก่อนที่จะแง้มฝาออกให้กลิ่นหอมของใบชาค่อยๆเล็ดรอดออกมาเพื่อชื่นชมกลิ่น

ก้มหน้าลงสูดกลิ่นหอมก่อนจะยกขึ้นจิบ   “ข้ามาที่นี่เพื่อกล่าวขอบคุณต่อซานฟูเหริน (ฟูเหรินของท่านสาม)”

สำหรับซานฟูเหรินแล้ว, หลี่เหว่ยหยางที่เป็นผู้ช่วยชีวิตหลี่หมิ่นเต๋อ   ย่อมสมควรแล้วที่นางจะตอบแทนบุญคุณให้   ความรื่นรมย์ใจฉายออกมายังแววตาของนาง,  ในขณะที่น้ำเสียงก็ยังคงรักษาระดับเดิม   “แค่ประจวบเหมาะ  เห็นว่าพอจะช่วยให้คุณหนูสามคลายความหงุดหงิดลงได้บ้าง”   นางไม่พยายามเอาหน้าเพียงตอบออกไปด้วยลักษณะธรรมดาแทน

หลี่เหว่ยหยางรู้ดีว่าการพยายามใส่ไฟเป่าหูเหลาฟูเหริน (ท่านย่า) นั้นไม่ใช่ของง่าย   หากมิใช่,  ซานฟูเหรินที่คอยช่วยอยู่อย่างเงียบๆ   หากมีนางเพียงลำพัง….แผนใส่ไฟก็คงจะไมสำเร็จ

ซานฟูเหรินมองหลี่เหว่ยหยางแล้วพูดเสียงนุ่มนวลว่า   “ตอนนี้ไม่มีฮวาเหมยแล้ว   เรื่องทุกอย่างก็คงจะง่ายขึ้น”   นางยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบแล้ววางลง   “แต่ต้าฟูเหรินพ่ายแพ้ในวันนี้แล้ว  ต่อไปนางก็คงจะเล่นงานได้ยากขึ้นด้วย”

หลี่เหว่ยหยางไม่ตอบเพียงแต่ยิ้มบางๆ   เห็นได้อย่างชัดเจนว่านางมิได้คิดกังวลกับความจริงที่ว่าแม้แต่น้อย

ซานฟูเหรินมองด้วยความแปลกใจแกมสงสัย   เด็กสาวอายุเพียงสิบสามปีเท่านั้น   นางไปกินใจหมีดีเสือมาจากไหนถึงกล้าต่อกรซึ่งๆหน้ากับต้าฟูเหริน?   นางจึงเอ่ยตักเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนต่อว่า   “เหว่ยหยาง,  นางกับตัวข้าล้วนจ้องจะบั่นคอหอยกันอยู่ก่อนแล้วถึงแม้ไม่เผชิญหน้ากันครั้งนี้ก็ต้องเป็นครั้งต่อไปไม่ช้า   แต่เจ้าต้องคำนึงด้วยว่านางมีศักดิ์เป็นนายหญิงใหญ่ควบคุมดูแลจวนทั้งหมด   ในอนาคต,  เรื่องการตัดสินใจเลือกคู่แต่งงานให้เจ้า  ก็นับว่า.......”

เมื่ออดีตชาติ,   นางก็ยอมเชื่อฟังคำสั่งของต้าฟูเหรินไม่มีโต้แย้ง, แล้วเป็นอย่างไร, สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่งในกระดานหมาก   ชีวิตของนางต้องจบสิ้นลงด้วยความรันทด   หากว่าต้องเป็นเช่นนั้นแล้ว,  สู้ละทิ้งความหวั่นเกรงก้าวเข้าสู่สมรภูมิกันไปเลยมิดีกว่าหรือ?   แต่กระนั้นหลี่เหว่ยหยางก็มิได้เผยสิ่งใดให้ซานฟูเหรินรับรู้   พวกนางอาจจะเป็นพันธมิตรกันก็ยามนี้    แต่ก็เป็นได้แค่นั้น...มิมากไปกว่านั้น

พอนางลากลับออกมาข้างนอก,  หลี่เหว่ยหยางก็พบหลี่หมิ่นเต๋ออีกครั้ง   เขากำลังยืนรอ ณ กลางลานโล่ง...... ยืนคอยนาง

ส่งยิ้มไปให้,  นางเดินตรงไปหาเขาเอ่ยว่า   “หมิ่นเต๋อ,  ข้าต้องกลับแล้ว”

เร็วขนาดนั้น?   ลมหายใจของหลี่หมิ่นเต๋อหยุดชะงัก

พอเขารู้สึกแน่นในอกยากจะหายใจต่อ   เขาก็ได้ยินนางพูดว่า   “เจ้าต้องเป็นเด็กดีเชื่อฟังท่านแม่   อย่าได้เสี่ยงวิ่งเล่นไปไหนอีก”   พอพูดเตือนจบ,  หลี่เหว่ยหยางก็ตั้งท่าจะเดินผ่านเขาไป

หลี่หมิ่นเต๋อรีบก้าวออกมาขวาง    ดวงตาของเขาปรากฏประกายเจิดจ้า – ในดวงตาสว่างโชนจนแทบจะเผาผลาญผู้คนได้   “พี่สาวสาม,.....”   เขาเรียกแล้วจับมือนางไว้มั่น

“นี่.....”   มืออีกข้างที่ไพล่หลังไว้ก็ยื่นออกมาข้างหน้า   หลี่เหว่ยหยางตกใจเล็กน้อย

“จี้หยก!”   หลี่หมิ่นเต๋อพูดออกมาอย่างเร็วแล้วเม้มปากแน่น  ตาจ้องแน่วแน่ที่หลี่เหว่ยหยางด้วยความกังวล

จิตใจของเขาสั่นสะท้านยามมองตามสายตานางลงมายังวัตถุในมือ

มันเป็นหยกแกะสลักเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว   พิจารณาดูใกล้ๆ,  หลี่เหว่ยหยางยิ่งแปลกใจที่เห็นเนื้อหยกสีเขียวใสสะอาดบ่งบอกถึงคุณภาพชั้นเลิศของมัน   นางใช้นิ้วลูบไล้หยกอย่างเบามือ   มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังลูบไล้ผิวอันเนียนละเอียดของสาวงามประหนึ่งเทพธิดาสักนาง   หยกชิ้นนี้ให้ความรู้สึกถึงพลังชีวิตและกลิ่นอายเฉพาะตัวของหยก    นางสรุปในใจว่าหยกชิ้นนี้มีค่าประมาณมิได้

สายตานางย้อนกลับไปยังใบหน้าเล็กเนียนละเอียดของหลี่หมิ่นเต๋ออีกครั้ง   หลี่เหว่ยหยางทำท่าไม่เข้าใจและงุนงงสงสัย   “เจ้าสวมสิ่งนี้ติดตัวด้วยไม่ใช่หรือเมื่อพบกันครั้งก่อน?   ทำไมถึงได้ถอดมันออกล่ะ?”

หลี่หมิ่นเต๋อมองจับจ้องดูกิริยาของนางแล้วตอบอย่างกระวนกระวายว่า   “จี้หยกนี้ติดตัวข้ามาตั้งแต่เล็ก”   เขากลืนน้ำลายแล้วหูของเขาก็เริ่มแดง   “เป็นพี่สาวสามที่ช่วยชีวิตข้าไว้ดังนั้นข้าเลยคิดว่า – ข้าคิดว่าข้าจะมอบมันให้.....”

“ให้ข้าเก็บไว้?  แต่นี่เป็นของมีค่ามาก   เจ้าสละมันทิ้งได้เช่นนั้นหรือ?”   นางจ้องกลับไปยังเขาพร้อมกับยิ้มให้   นางรู้สึกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูนักหนา   ไม่อาจจะอดใจไว้ได้อีก,  นางเอื้อมมือไปลูบหัวของเขา   สัมผัสที่เส้นผมของเขายังผิวของนางนุ่มยิ่งกว่าที่นางคาดเอาไว้ซะอีก

ครั้งแรกที่หลี่หมิ่นเต๋อพบหลี่เหว่ยหยาง,  เขาก็สังเกตได้ว่ามีบางสิ่งที่แปลกผิดปกติไม่เหมือนใคร   แววตาของนางก็ผิดแผกจากผู้อื่น  มันเหมือนน้ำที่นิ่งไร้การกระเพื่อมสะท้อนรับกับแสงของพระจันทร์ ให้ความรู้สึกนิ่งลึกและเยือกเย็น

เขาไม่รู้จะกล่าวออกไปอย่างไรว่าเขาจริงใจและเต็มใจที่จะมอบหยกชิ้นนี้ให้กับนาง   เขาตะกุกตะกักพูดอย่างไม่มั่นใจนักว่า   “ข้า...ข้า....”

มองดูเด็กหนุ่มที่ตั้งใจแน่วแน่พยายามอย่างหนักที่จะอธิบายความแก่นาง,  หลี่เหว่ยหยางยิ้มแล้วคืนแผ่นหยกนั้นกลับไป   “ต่อไป...เจ้าก็อย่าได้ส่งมอบหยกชิ้นนี้ให้ใครง่ายๆ”

นางยังพูดไม่ทันจบประโยค   มือของนางก็ถูกหลี่หมิ่นเต๋อบีบแน่น   มีความตั้งใจและความมุ่งมั่นในสายตาของเขายามที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า   “หยกชิ้นนี้มีอำนาจปกป้องเจ้าของที่สวมใส่มันได้!   มันเป็นเรื่องจริง!  ท่านแม่บอกว่ามันช่วยชีวิตข้าไว้ตั้งหลายครั้งแล้ว!”   ความจริงใจในน้ำเสียงประกอบกับเสียงหัวใจที่เต้นตึกตักของเด็กหนุ่มเหมือนกับว่ามันจะสามารถแทรกผ่านหยกมาถึงมือของสาวน้อยได้

หลี่เหว่ยหยางตกตะลึงกับความดื้อรั้นยึดมั่นของเด็กหนุ่ม   นางกล่าวว่า   “ข้าเองก็มีอยู่ชิ้นหนึ่งอยู่แล้ว  เห็นหรือไม่?”   นางดึงแผ่นหยกที่ฉีอี้เหนียงมอบให้นางพกติดตัวไว้ออกมาแสดง   “ชิ้นนี้ก็เพียงพอที่จะปกป้องข้าแล้ว   ส่วนหยกชิ้นนี้,  เจ้าควรจะดูแลพกติดตัวไว้กับเจ้าต่างหาก”   ความจริงก็คือ, นางรู้สึกว่าหยกของหมิ่นเต๋อมีอะไรมากกว่านั้น   เช่นนั้นนางจะไปรับเอามาเก็บไว้เองได้อย่างไร?   “แล้วมาเยี่ยมข้าบ่อยๆนะ”   หลี่เหว่ยหยางลูบหัวเขา
มีกระแสเศร้าเสียใจในดวงตาของเด็กหนุ่ม   แต่แล้วก็ถูกแทนที่ด้วยแววตาระริกดีใจอย่างรวดเร็ว....

...................................

ในห้องนอนของอีกเรือนพำนักหนึ่ง,  สาวใช้นามว่าตังเซียงกำลังยกน้ำชาเข้ามาเมื่อนางสังเกตุเห็นท่าทีของคุณหนูใหญ่, หลี่ฉางเล่อ กำลังนั่งอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองที่แกะสลักเป็นลวดลายหงส์ล้อมด้วยดอกมู่ตานด้วยสีหน้าเอาเรื่อง

ใจของตังเซียงกระหน่ำเต้นแรงก่อนที่นางจะเรียกด้วยเสียงแผ่วเบาว่า   “คุณหนู,  เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ส่งคนมารับผ้าไหมสี่พับเจ้าค่ะ”

“เอาไป!  เอาไปให้หมดเลย!  อีกาอย่างไรก็เป็นอีกาถึงจะเปลี่ยนขนให้เป็นไหมก็เถอะ!”   ไม่มีผู้อื่นแปลกหน้าอยู่ในห้อง,  หลี่ฉางเล่อจึงแสดงกิริยาเต็มที่

“ยะ...ยังมีอีก – คือมีมาม่ามานั่งกำกับดูแลการลอกบทสวดมนต์ของคุณหนูด้วยเจ้าค่ะ....”   ตังเซียงกระเถิบห่างเมื่อนางเห็นสีหน้าอันตรายของฉางเล่อ   นางรีบกลืนน้ำลายตัดประโยคให้จบลง

จู่ๆ หลี่ฉางเล่อก็คว้าถ้วยชาปาลงกับพื้นจนแตกเป็นชิ้นๆ   ตังเซียงหวาดกลัวเมื่อนางเห็นนิ้วเรียวดั่งหยกใสของอีกฝ่ายเอื้อมมือไปหยิบชุดเย็บปักถักร้อยออกมาจากลิ้นชักของโต๊ะเครื่องแป้ง   หลี่ฉางเล่อหยิบเข็มออกมาแล้วคว้านิ้วของตังเซียงไปบังคับให้อยู่นิ่งแล้วแทงเข็มเย็บผ้าที่ว่าลงไปในนิ้วของตังเซียงสองสามที

พอนางเห็นหยดเลือดไหลออกมาจากนิ้วของตังเซียง   หลี่ฉางเล่อก็เอานิ้วของนางเองจิ้มไปยังหยดเลือดนั่นแล้วมองหน้าตังเซียงนิ่ง   “เจ้ารู้ใช่ไหมว่าต้องพูดว่าอะไรบ้าง?”

ความเจ็บที่นิ้วแล่นไปถึงหัวใจ,  ตังเซียงเจ็บจนใบหน้าซีดขาวแต่นางก็ยังตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งว่า   “เจ้าค่ะ,  คุณหนูใหญ่บังเอิญทำนิ้วเจ็บ  เกรงว่าหยดเลือดจะหยดลงไปต้องบทสวดมนต์จึงอยากจะขอให้มาม่าที่มาดูแลกลับมาใหม่วันหลัง!

หลี่ฉางเล่อออกคำสั่งเสียงห้วนว่า   “ไปได้”

เมื่อตังเซียงจากไปแล้ว,  หลี่ฉางเล่อมองตรงไปยังเงาสะท้อนของนางในกระจก

“หลี่เหว่ยหยาง, นังตัวดี!   ทำดีมาก!


ตังเซียงเพิ่งออกมาไม่กี่ก้าวพลันได้ยินเสียงหัวเราะน่าขนลุกของคุณหนูใหญ่   นางไม่อาจอดกลั้นไหว  ได้แต่สั่นสะท้าน


.............................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น