งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 28 หนุ่มเสเพล (องค์หญิงเหว่ยหยาง)

****เปียวเกอ / เปียวเมย – ลูกพี่ลูกน้องชายหรือหญิง

หลี่เหว่ยหยางชื่นชอบหลี่หมิ่นเต๋อด้วยใจจริง  ด้วยเหตุที่ว่า,  ยามที่นางมองที่นัยน์ตาของเด็กหนุ่มก็จะสัมผัสได้ถึงความโหยหามิอยากจะแยกจาก   ถึงแม้ว่าซานฟูเหริน (มารดาบุญธรรมของหลี่หมิ่นเต๋อ)จะรับอุปการะและรักเขาเหมือนบุตรในไส้   แต่บุคลิกของซานฟูเหรินค่อนข้างเก็บงำไม่แสดงออก   ดังนั้น,ในเวลาส่วนใหญ่, หลี่หมิ่นเต๋อจึงเหมือนถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว


ที่ศาลากลางสวน,  หลี่เหว่ยหยางกำลังเล่าเรื่องราวในอดีตครั้งที่นางยังพำนักอยู่ที่หมู่บ้านชาวนาให้เขาฟัง   นางเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องที่นางพับขากางเกงที่สวมแล้วเดินลุยน้ำไปเก็บไข่ของเป็ดป่า  จากนั้น,  นางก็จะก่อไฟที่ริมน้ำนั้นแล้วกลบไข่เป็ดไว้ในทรายร้อนๆ  แล้วนางก็จะสวาปามไข่ทีละใบจนหมดไม่เหลือ

หลี่หมิ่นเต๋อฟังนางอย่างตั้งอกตั้งใจ    ดวงตาของเขาจ้องมองมาด้วยสายตายึดถือนางอย่างแรงกล้า

พำนักอยู่แต่ในจวนเสนาบดี,  เขาไม่เคยมีประสบการณ์ทำนองนั้นมาก่อน   ไม่เพียงแค่เขาจะได้สดับเรื่องราวแปลกใหม่แต่เขายังรู้สึกถึงอิสระคิดอยากทำสิ่งใดก็ได้เช่นที่เหว่ยหยางอธิบายให้ฟัง

เด็กหนุ่มกระพริบตาแล้วกล่าวว่า   “พี่สาวสาม,  หากมีโอกาสในวันใดวันหนึ่ง,  ข้าอยากจะไปเยี่ยมชมที่ๆท่านเคยอยู่”

หลี่เหว่ยหยางมองประกายตาแรงกล้าของเด็กหนุ่มที่อยากจะกางปีกแล้วบินออกไปยังโลกเบื้องนอกจวน   แล้วนางก็หัวเราะคิกกล่าวว่า   “เด็กโง่,  มันไม่ใช่สถานที่ๆจะไปเที่ยวเล่นสักหน่อย”

หลี่หมิ่นเต๋อเงยหน้าขึ้นมองหลี่เหว่ยหยาง   ภายใต้แสงสว่างอันแรงกล้าของดวงอาทิตย์,   ใบหน้าเนียนนุ่มของนางเป็นใบหน้าของสาวน้อยสดใสเหมือนท้องฟ้าในยากวสันต์   แต่ลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นกลับซับซ้อนยากจะหยั่งถึง   พี่สาวสามผู้นี้ไม่เหมือนสาวน้อยทั่วไปเลยจริงๆ   หลี่หมิ่นเต๋อรำพึงในใจ

อีกมุมหนึ่งของสวน,   หลี่ฉางเล่อผ่านมาถึงยังภูเขาจำลองตอนที่มีเงาร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากที่แห่งใดไม่ทราบได้

“เปียวเมย!”   สิ้นเสียงก็ปรากฎร่างของชายหนุ่มแต่งกายอยู่ในเสื้อคลุมยาวไหมเรียบลื่นก้าวออกมาจากภูเขาจำลองมาขวางทางนางไว้


หลี่ฉางเล่อจำเขาได้ในทันที   นางยิ้มออกมา

ท่านป้าแท้ๆของหลี่ฉางเล่อแต่งให้กับท่านแม่ทัพจรงยงซึ่งได้รับการอวยยศเป็นขุนนางแห่งโบชรัง  บุตรชายคนโตของท่านป้ามีนามว่า เกาหยวน ซึ่งได้เข้าวังไปเป็นเพื่อนเรียนหนังสือกับองค์รัชทายาท   ครั้งหนึ่งเมื่อมีนักฆ่าเข้าลอบสังหารองค์รัชทายาท,  เกาหยวนได้ใช้ร่างบังธนูให้จนเขาต้องสิ้นชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก   องค์รัชทายาทเสียพระทัยในการจากไปของเกาหยวนจึงขอให้องค์ฮ่องเต้มอบบรรดาศักดิ์ให้มารดาของเกาหยวน แต่งตั้งเป็น เหว่ยเกาฟูเหริน  (ท่านป้าของหลี่ฉางเล่อ)

เมื่อบุตรชายคนโตเสียชีวิตลง,  เหว่ยเกาฟูเหริน ก็ทุ่มเทความรักใคร่ให้กับบุตรชายที่ยังเหลืออยู่ เกาจิ้น   เกาจิ้นผู้นี้เป็นชายหนุ่มรูปหล่อหน้าตาดี  ถึงแม้ว่าจะถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีแต่เขาก็ได้เติบโตขึ้นมาโดยมีนิสัยเสเพล   การกระทำของเขาหลายครั้งทำให้ท่านแม่ทัพผู้เป็นบิดาโมโหอยู่หลายครั้ง   ผู้เป็นพ่ออยากจะสั่งสอนให้บทเรียนแก่บุตรชายแต่ทุกครั้ง ตัวเหว่ยเกาฟูเหริน (ผู้เป็นภรรยา)  ก็จะก้าวออกมาปกป้องเกาจิ้นทุกครั้ง   ตัวเกาจิ้นนั้นเคยเป็นศิษย์คนโปรดของท่านเสนาบดีหลี่ (พ่อของหลี่ฉางเล่อ) มาก่อนจึงทำให้ท่านแม่ทัพผู้เป็นบิดาพาเขามาเที่ยวเยี่ยมเยียนที่จวนเสนาบดีบ่อยๆ    ด้วยเหตุผลสองประการก็คือ  ข้อแรก, หวังให้เกาจิ้นได้เรียนรู้จนคิดได้สามารถควบคุมกิเลสตัณหาของตน    ข้อสอง, หวังติดตามได้ประโยชน์จากบารมีของท่านเสนาบดี

แม้ว่าเกาหยวนผู้ล่วงลับและเกาจิ้นเป็นพี่น้องคลานตามกันมา    แต่พวกเขาไม่มีอะไรเหมือนกับพี่น้องเกิดจากมารดาคนเดียวกันเลย   เกาหยวนเมื่อยังเยาว์  เพียบพร้อมไปด้วยไหวพริบและคุณธรรม   เกาจิ้นนั้นกลับตรงกันข้าม,  เขาเป็นเพียงคุณชายเสเพล    ตัวท่านเสนาบดีหลี่เคยพยายามอบรมเกาจิ้นหลายครั้งแต่เห็นว่าเขามิได้เอาใจใส่ทบทวนบทเรียนจริงจังจนท่านเสนาบดีเองยังต้องละความพยายาม

ส่วนต้าฟูเหริน (มารดาของหลี่ฉางเล่อ) นั้นก็ตามใจหลานชายคนนี้ของนางเป็นนักหนา  เนื่องจากว่าเขาเป็นทายาทเพียงคนเดียวของพี่สาวของนาง    ดังนั้น, ตัวเกาจิ้นจึงสามารถเข้านอกออกในจวนเสนาบดีได้อย่างอิสระเสรี

“เปียวเมยคงจะนึกถึงและคิดถึงข้าจึงนัดข้ามาพบ!”   เกาจิ้นหัวเราะหึหึขณะที่เดินตรงมาหาหลี่ฉางเล่อ   “ปกติไม่ค่อยเห็นหน้าเจ้าเลย   น้องสาวยิ่งโตยิ่งงาม  งามราวกับเทพธิดา....”

หลี่ฉางเล่อปกติก็ปฎิบัติสุภาพกับเกาจิ้นอยู่แล้ว   แต่วันนี้นางมีรอยยิ้มกว้างขวางให้กับเขา   “แน่นอนน้องสาวย่อมมีเหตุที่ต้องเชื้อเชิญเปียวเก่อมาพบ”

ได้เห็นรอยยิ้มของน้องสาวคนงาม,  หัวใจของเกาจิ้นก็เต้นกระหน่ำ   “น้องสาวต้องการสิ่งใด,  บอกเปียวเก่อมา...ข้าจะทำให้,  ต่อให้ต้องลงน้ำลุยไฟ,  ข้าก็จะทำให้สำเร็จเพื่อเจ้าให้จงได้!

ตัวเกาจิ้นเองไม่ได้ชอบมายังจวนเสนาบดีเท่าไรนัก เพราะว่าเขาเบื่อท่านเสนาบดีที่ชอบตีสีหน้าจริงจังพูดหนึ่งประโยคก็อบรม พูดครึ่งประโยคก็สั่งสอน   แต่ทว่า,  ที่นี่ก็ยังมีต้าฟูเหริน (น้องของแม่ = ท่านน้าแท้ๆ)  ที่ชอบตามใจเขา   ทั้งยังมีเปียวเมยที่งดงามดั่งนางฟ้าอยู่ที่นี่ต่างหาก   ปกติคุณหนูใหญ่, หลี่ฉางเล่อผู้สวยงาม   เป็นถึงยอดหญิงงามเหนือใครมักจะปฎิบัติต่อเขาสุภาพและเหินห่างไว้ตัวสักหน่อย   แต่มาในวันนี้,  นางกลับเจาะจงเชื้อเชิญเขาให้มาพบ   เขาจึงรู้สึกมีความสุขและตื่นเต้นมาก

ยิ่งได้มาอยู่ใกล้ๆหลี่ฉางเล่อในวันนี้   ได้เห็นความงามพิสุทธิ์ของนาง,  เขายิ่งได้ตระหนักว่าหญิงงามทั้งหลายที่เขาเคยนัวเนียมาก่อนหน้านี้....ไม่มีใครเทียบเทียมนางได้สักคน   สิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้มากที่สุด คือได้รวบกุมมือนางไว้แล้วเข้าแนบชิดกับนาง   แต่อย่างไรก็ตาม,  เขาก็พอจะรู้จักกาลเทศะไม่ทำอะไรสุ่มเสี่ยงเช่นนั้นกับหลี่ฉางเล่อ  เหว่ยเกาฟูเหรินเคยกล่าวแก่เขาว่า   ตัวเปียวเมยของเขาผู้นี้,  ในวันหน้านางจะได้อยู่ในตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ – ใหญ่จนเขาไม่สามารถไปล่วงเกินนางเล่นๆได้

หลี่ฉางเล่อชี้มือไปยังเงาร่างที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในศาลาว่า   “เปียวเกอ,  ท่านคงจะไม่เคยพบหน้าน้องสามล่ะซิ?”

มองตามนิ้วอันเรียวงามของหลี่ฉางเล่อไป,  เกาจิ้นก็สังเกตเห็นหนุ่มน้อยผู้หนึ่งยืนหันหลังมาทางเขา   ที่นั่งอยู่ตรงข้ามหนุ่มน้อยผู้นั้นก็คือสาวน้อยนางหนึ่ง   นางสวมใส่ชุดกระโปรงสีชมพูดูอ่อนหวานบอบบางไปทั้งเนื้อทั้งตัว – นางมีเค้าโครงใบหน้าเรียวงาม  ริมฝีปากเอิบอิ่มสีชมพู  ฟันขาวสะอาดเรียงกันเป็นระเบียบ  ขนตาดำยาวล้อมเป็นกรอบขับเน้นดวงตากลมโตสีดำสนิท

เกาจิ้นยืนนิ่งไม่ขยับอยู่เป็นครู่ใหญ่

สังเกตเห็นถึงปฎิกิริยาตอบรับจากเขา,  หลี่ฉางเล่อทดลองโบกมือยังเบื้องหน้าของเกาจิ้น  นางพูดด้วยสีหน้ากระหยิ่มว่า   “เปียวเกอ, ท่านเป็นอะไรไป?”

เกาจิ้นหลุดจากภวังค์  เขายิ้มกว้างขวางบนใบหน้า   “นางน่ะหรือเป็นบุตรีที่เกิดจากอนุผู้แสนจะลึกลับผู้นั้น?   นางดู แตกต่าง ออกไปจริงๆ”

ต่างจากความงามประดุจเทพธิดาของหลี่ฉางเล่อ  หรือจริตเย้ายวนของหลี่ฉางหรู่  หรือจะเป็นใบหน้าน่ารักของหลี่ฉางเสี่ยวและหลี่ฉางซี   หลี่เหว่ยหยางนั้น,  มีดวงตาที่สดใสทว่าแสนจะเย็นยะเยือก  เหมือนดั่งน้ำในบ่อที่ไร้ก้น  ดำมืดเต็มไปด้วยปริศนาน่าค้นหา   จากประสบการณ์เสเพลของเกาจิ้นที่มีมานานนั่น,  เห็นว่าตัวเขาเองก็เป็นผู้คร่ำหวอดได้เห็นสาวงามมาทุกประเภทแล้ว  แต่หลี่เหว่ยหยางผู้นี้แตกต่างไม่เหมือนผู้ใดจริงๆ

หลี่ฉางเล่อออกปากถามว่า   “เปียวเกอ,  ท่านว่าน้องสามงามหรือไม่?”

“งาม!  งดงามอย่างแท้จริง!”   ณ จังหวะที่เกาจิ้นเอ่ยคำตอบออกมา  ดูเหมือนเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงรีบเอ่ยน้ำเสียงจริงจังว่า   “แต่แน่นอนอยู่แล้วว่า  นางงามแต่ก็งามเทียบกับเปียวเมยไม่ได้”

ทำยังกับว่าคำพูดเหล่านั้นละเลยไม่พูดถึงไม่ได้   หลี่ฉางเล่อคิดในใจแต่แย้มยิ้มออกไปว่า   “เปียวเกอ,  แล้วท่านเคยลิ้มลองสาวงามอย่างน้องสามแล้วหรือยัง?”

เกาจิ้นสะดุ้งยามเมื่อได้ยินคำพูดของฉางเล่อ   “เปียวเมย,  อย่าพูดพล่อยๆกับข้า!   ดอกไม้ในจวนเสนาบดี...ข้าไม่บังอาจแตะต้องหรอก!

สายตาของหลี่ฉางเล่อนั้นแฝงแววเยาะเย้ย   “หากเป็นน้องรองหรือน้องสาวนางอื่น,  เปียวเกอจะงดเว้นไม่แตะต้องถือเป็นเรื่องสมควร...แต่สำหรับนางผู้นี้?   หากท่านถูกใจจะทำให้นางตกเป็นของท่านก็ย่อมได้  จะมีใครออกหน้าให้นางล่ะหากท่านย่ำยีนางจริงๆ?”

พอย่างเข้าสิบห้าปี, เกาจิ้นก็ได้ลิ้มลองรสชาติกามารมณ์   สตรีที่เขาได้แตะต้องมักจะเป็นสตรีหัวอ่อนอยู่ในอาณัติคำสั่งเช่นสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มในจวนหรือสตรีลูกหลานชาวบ้านธรรมดาข้างนอก   เขาชอบใจคนไหนก็เอาตัวมาเสพสมได้ง่ายๆ   ต่อให้มารดาของเขาโมโหจนดุด่า   เขาก็แค่นิ่งเงียบทำเป็นรับฟัง   แต่ระดับหลี่เหว่ยหยางที่เป็นบุตรีของท่านเสนาบดี   หากมีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น,  เขาก็คงไม่มีข้อแก้ตัวต่อท่านเสนาบดี   ข้อนี้ทำให้เขาบังเกิดความลังเลอยู่

หลี่ฉางเล่อติเตียนเสียงเย็นว่า   “เปียวเกอ,  ท่านคิดเองให้ถี่ถ้วนซิ   หากท่านพลาดโอกาสนี้ไป, ก็ไม่มีคราวหน้าแล้ว   หากเกิดเรื่องขึ้นมา,  ยังไงท่านแม่ข้าก็ต้องเข้าข้างท่านที่เป็นหลานสายเลือดเดียวกันอยู่ดี!

พอตรึกตรองประโยคนี้ให้ดี,  เกาจิ้นก็อึ้งไปกับความจริงในคำพูด   ตอนนี้เลือดหนุ่มของเขาพลุ่งพล่าน  ใบหน้าเนื้อตัวแดงก่ำไปหมด

ตาเพ่งมองไปยังหลี่เหว่ยหยางที่อยู่ไกลๆ   เขาก็ทำการตัดสินใจเด็ดขาด  “ถ้างั้นข้าจะฟังคำแนะนำของเปียวเมยล่ะกัน!

รอยยิ้มบนใบหน้างดงามของหลี่ฉางเล่อกดลึกมากขึ้น   ด้วยฐานะของหลี่เหว่ยหยาง,  ต่อให้นางทะเยอทะยานอยากแต่งเข้าเป็นสะใภ้เอกของเหว่ยเกาฟูเหริน (ท่านป้าของหลี่ฉางเล่อ)  นั้นย่อมไม่มีทาง   ท่านป้าของนางย่อมไม่ปล่อยให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นแน่ๆ  หากเป็นเช่นนั้น, หากนางพลั้งพลาดกับเปียวเกอขึ้นมา,  นางก็เป็นได้แค่อนุต็อกต๋อย.....


อีกทั้ง,  ด้วยนิสัยของท่านป้า,  ไม่ง่ายเลยที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วย   พวกหญิงสาวที่ตกเป็นอนุของจวนโบชรังที่เกาจิ้นได้จนเบื่อแล้ว  หญิงสาวเหล่านั้นต่างมีชีวิตลำเข็ญ   เท่ากับอยู่ไม่สู้ตาย!!!


...........................................
จบบท



1 ความคิดเห็น: