งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 29 จดหมายที่มาพร้อมกับสายฝน (องค์หญิงเหว่ยหยาง)

แผลบนใบหน้าของหลี่ฉางซีกลายมาเป็นแผลเป็นในที่สุด   ถึงจะใช้แป้งจำนวนมากมาผัดก็ปกปิดได้เพียงเล็กน้อย   นางเอาแต่พักฟื้นอยู่ในเรือนพักเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม   จนในที่สุดนางก็ต้องจำยอมจากเรือนพักของนาง (ฉวงอวี้เกอ)  และไปคำนับเหลาฟูเหริน (ท่านย่า)  ณ  เรือนเฮอเซียงหยวนเมื่อเหลาฟูเหรินถามหาเป็นครั้งที่ห้า


นางเพิ่งจะเหยียบเท้าเข้าเขตเรือนของเหลาฟูเหริน (ท่านย่า)   นางก็ได้ยินเสียงหัวเราะ   “เหว่ยหยาง,  เจ้านี่ทำให้ข้าขำอยู่เรื่อย!

หลี่เหว่ยหยางในชุดสีผ้าไหมสีเหลืองและเขียวตัดกัน   มีลายปักดอกกล้วยไม้ฝีมือประณีตอยู่บนคอเสื้อทำให้ชุดดูสะดุดตา   บนศีรษะของนางปักปิ่นปักผมหยกเรียบง่ายหนึ่งอัน   ทั่วร่างของสาวน้อยเปล่งประกายของความอ่อนเยาว์สดใส   บรรยากาศรอบตัวนางให้ความสุขสดชื่นแก่ผู้ที่อยู่รอบๆกาย   รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าหวานนั้นก็ยิ่งเพิ่มความรื่นรมย์ให้แก่ผู้ชมดู

“เป็นโชคของเหว่ยหยางต่างหากที่ได้ใกล้ชิดเหลาฟูเหริน  (ท่านย่า)”

เหลาฟูเหรินหัวเราะออกมาอีกแล้วเขกหัวนางด้วยความเอ็นดูแล้วหันไปกล่าวกับลัวมาม่าว่า   “ดูชินางปดอีกแล้ว!  เจ้านี่มันปากหวาน!

หลี่ฉางซีตกตะลึง   โดยปกติ,  เหลาฟูเหริน (ท่านย่า)จะเป็นคนวางท่าน่าเกรงขามและเคร่งขรึม   นางไม่เคยให้ความใกล้ชิดหลานคนใดเลยแต่จู่ๆ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่นางแสดงท่าทีรักใคร่สนิทสนมกับเหว่ยหยาง?  สิ่งที่หลี่ฉางซีไม่ได้รับรู้ก็คือ,  ช่วงเวลาเป็นเดือนที่ผ่านมา,  หลี่เหว่ยหยางมาเยี่ยมเยียนเหลาฟูเหริน (ท่านย่า) อย่างสม่ำเสมอ   นางคอยมาอยู่เป็นเพื่อนยามที่ผู้เฒ่าใช้เวลาสวดมนต์,  คอยปรนนิบัติชงชาและพูดคุยเป็นเพื่อน   เป็นที่รับรู้กันพักใหญ่แล้วว่า  หลานคนโปรดของเหลาฟูเหริน (ท่านย่า) คือหลี่เหว่ยหยางผู้นี้

ตอนนั้นเอง,  ที่มีบ่าวเข้าไปรายงานการมาของคุณหนูห้า  (หลี่ฉางซี)

หลี่ฉางซีรีบตามบ่าวเข้าไปคารวะ   “ฉางซีเจ็บไข้เสียนานไม่ได้มาคารวะเหลาฟูเหริน (ท่านย่า)  พอหายดี, ฉางซีก็รีบมาทันที   ขอเหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ให้อภัย”

เหลาฟูเหรินมองมายังนางด้วยท่าทีเฉยๆ  “ลุกขึ้นเถิด”

หลี่ฉางซีรู้ดีว่าเหตุการณ์ที่หนานหยวนคงถึงหูของเหลาฟูเหริน (ท่านย่า)  แล้วเป็นแน่   นางรู้สึกเป็นกังวลจนร่างกายเกร็งค้างไม่อาจขยับตัว

หลี่เหว่ยหยางชำเลืองมองทีท่าของเหลาฟูเหริน (ท่านย่า) แล้วหัวเราะเบาๆ เดินขึ้นหน้าตรงมาหา   นางพยุงหลี่ฉางซีลุกขึ้น   “น้องห้า,  เจ้าไม่ต้องกล่าวขอโทษต่อเรื่องเล็กน้อยพวกนี้หรอก   เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) เป็นคนใจกว้างขวางไม่คิดโกรธเจ้าหรอก”

สีหน้าของหลี่ฉางซีเปลี่ยนวูบ   นางเพิ่งสังเกตุเห็นว่าหลี่เหว่ยหยางมองความคิดของเหลาฟูเหรินออกอย่างง่ายดาย   ตัวนางและหลี่เหว่ยหยางก็เป็นบุตรีอนุเช่นกัน  หากหลี่เหว่ยหยางได้รับความโปรดปรานได้,  ทำไมนางจะทำไม่ได้?

“เหลาฟูเหริน....เป็นเพราะว่าฉางซีรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ....”   หลี่ฉางซีกระพริบตาถี่ๆจนมีหยดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตา

หลี่เหว่ยหยางอมยิ้ม   ดูเหมือนว่าหลี่ฉางซีผู้นี้คิดได้บ้างแล้วกระมังถึงไม่คอยเอาแต่พ่นคำพูดไม่น่าฟังหรือเอาแต่โกรธเกรี้ยวออกมา

เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ถอนใจแล้วกล่าวออกมาว่า   “เจ้าเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย   ข้ารู้ดี  ที่เป็นอยู่นี่ก็ลำบากเจ้าแล้ว”

หลี่ฉางซีหยุดร้องไห้ลงได้เมื่อนางได้ยินประโยคคำพูดนี้จากเหลาฟูเหริน (ท่านย่า)

หลี่เหว่ยหยางยิ้มบางๆ   “น้องห้าหายดีเร็วขนาดนี้พวกเราพี่น้องจะได้พบหน้ากันบ่อยขึ้น”

หลี่ฉางซีจ้องหน้าหลี่เหว่ยหยางเขม็ง   ภายในใจรู้สึกสับสน

เหลาฟูเหรินพยักหน้า    “จริง,  ควรจะเป็นเช่นนั้น   ไม่เพียงแค่เจ้าสองคนเท่านั้น  รวมถึงคุณหนูคนอื่นของจวนเสนาบดีด้วย   ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าทั้งสองมาทะเลาะเบาะแว้งอีกในครั้งหน้า   หากมีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก,  ไม่ว่าใครจะเป็นคนผิดหรือถูก,  ทั้งสองฝ่ายต้องรับโทษทั้งคู่.......เข้าใจหรือไม่”

หลี่เหว่ยหยางกระพริบตาแล้วกล่าวว่า   “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

หลังจากนั้นไม่นาน,  ทั้งคู่ก็จากเรือนเหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ไป

เหลาฟูเหริน (ท่านย่า)  หันไปถามความเห็นลัวมาม่าว่า  “ข้าได้ยินว่าฉีอี้เหนียงไม่สบาย   เห็นว่าไอแห้งๆ   ให้คนไปตามหมอมารักษาอาการนาง”

ลัวมาม่าเข้าใจทันทีว่าการนี้ทำเพื่อคุณหนูสาม   “เจ้าค่ะ”   เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ผู้นี้ต่างหากที่เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในจวนตัวจริง   หลังจากที่นายท่าน (ตัวเสนาบดีผู้เป็นลูกชาย)  กลับมาจากเขตหนานหยวนก็รำพึงให้ได้ฟังว่า สภาพความเป็นอยู่ที่นั่นค่อนข้างจะแร้นแค้น   สมควรจัดหาหมอมาตรวจดูอาการของฉีอี้เหนียงสักหน่อย   นอกจากนี้,  ก็มีการจัดหาสาวใช้เพิ่มอีกสี่คนส่งไปให้ดูแลฉีอี้เหนียง   ตอนนี้,  ความเป็นอยู่ที่นั่นดีขึ้นมาก   ต้องขอบคุณโชคชะตาที่นำพามาให้จริงๆ

เหลาฟูเหริน (ท่านย่า)  พยักหน้า   “ฉีอี้เหนียงโชคดีที่นางมีบุตรสาวเฉลียวฉลาด”

ลัวมาม่าตอบกลับไปว่า   “ปกติแล้วเมื่อก่อนยามที่เหลาฟูเหรินนั่งสวดมนต์   คุณหนูใหญ่ (หลี่ฉางเล่อ) ก็เคยมานั่งเป็นเพื่อน  แต่คุณหนูใหญ่ยังเยาว์วัย  จึงไม่มีความอดทนพอและจากไปหลังอยู่ได้ไม่นาน  แต่คุณหนูสามกลับตรงกันข้าม,  นางสามารถนั่งสวดมนต์กับท่านนานตั้งหนึ่งถึงสองชั่วยาม   นางคงจะมีพุทธองค์ตั้งมั่นอยู่ในหัวใจแน่นอน”

เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) หัวเราะหึหึ   “ข้าไม่ใช่คนตาบอดมองอะไรไม่เห็น   ใครเป็นของแท้ของเทียมย่อมมองดูไม่ยาก  ข้าดูปุ้บก็รู้ปั้บว่า  ถึงแม้ว่าเด็กคนนี้ (เหว่ยหยาง)  ทำไปเพราะต้องการผู้ใหญ่หนุนหลัง,  แต่ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะหนุนนางเช่นกัน   สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ....เด็กคนนี้มีคุณค่ามากพอ”

ลัวมาม่าช่วยพยุงเหลาฟูเหรินให้เอนกายลงนอน   “หวังว่าคุณหนูสามจะไม่ทำให้เหลาฟูเหริน (ท่านย่า) ต้องผิดหวังเท่านั้น”

เหลาฟูเหรินหลับตาเอ่ยต่อไปว่า   “แม้ว่านางจะฉลาด,  แต่นางยังเยาว์วัยนัก  เฮ้อ....”


ลัวมาม่าผงกศีรษะเงยขึ้นด้วยความแปลกใจแต่นางก็ไม่อาจเอื้อมกล่าวอะไรออกไปได้

ตกค่ำ,  หลี่เหว่ยหยางหยิบหนังสือหัดคัดลายมือเบื้องต้นมากางบนโต๊ะแล้วเริ่มคัดลายมือ
เมืองหลวงอุดมไปด้วยสาวงามเพียบพร้อมด้วยความสามารถศาสตร์ทั้งสี่   ยกตัวอย่างเช่น หลี่ฉางเล่อ เพียงหนึ่งขวบ, นางก็อ่านอักษรออก  พอสามขวบ, นางก็ร่ายฉันท์โคลงกาพย์  ย่างห้าขวบ,  นางท่องหลักจำตำราของบัณฑิตไป่   หลี่ฉางเล่อเป็นดั่งเพชรเม็ดงามมีพรสวรรค์โดดเด่นได้รับความชื่นชมอยู่ท่ามกลางมิตรสหายโดยรอบ

เมื่อในอดีตชาติ,  หลี่เหว่ยหยางได้เพียงฝึกหัดคัดอักษรและอ่านตำรับตำรายามที่ใช้ชีวิตอยู่ในจวนเสนาบดี   หากให้เปรียบเทียบนางกับบุตรสาวขุนนางผู้อื่น,  นางยังล้าหลังกว่าสตรีเหล่านั้นอยู่มาก   ถึงแม้ว่านางจะทุ่มเทกายใจทั้งหมด,  นางก็ทำได้เพียงแค่จดจำตัวอักษรได้เท่านั้น   ลายมือของนางก็ยังไม่ดีเข้าขั้นทำให้คนทั่วไปเหยียดหยามดูแคลนได้   สุดท้าย,  นางก็เลยหยุดอ่านหยุดเขียนไปดื้อๆ พร้อมกันทั้งสองอย่าง   อย่างไรก็ตาม,  การคัดตัวอักษรในยามนี้ก็เพื่อช่วยรวบรวมสมาธิและความคิดไตร่ตรองเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวนางเอง

มีเสียงปังเกิดจากบานหน้าต่างที่ถูกผลักออก,  ลมเย็นภายนอกพัดเข้ามายังด้านในห้องทำให้หน้าตำราพลิก    ไป่จือ..ที่กำลังเย็บสอยผ้าอยู่ห้องด้านในรีบลุกขึ้นปิดหน้าต่าง   นางขมวดคิ้วเมื่อนางพึ่งสังเกตเห็นสีของท้องฟ้าภายนอก   ตอนแรก,มันยังสว่างและอบอุ่นอยู่แต่ในขณะนี้อากาศเปลี่ยนเป็นมืดมิดครื้มฟ้าครื้มฝน

ไป่จือหมุนตัวมากล่าวกับหลี่เหว่ยหยางว่า   “คุณหนู,  อากาศเริ่มมืดแล้ว   อย่าคัดอักษรทั้งที่มืดๆเลยเจ้าค่ะ   ให้ข้าจุดเทียนให้ท่านเพิ่มดีกว่า”

หลี่เหว่ยหยางพยักหน้าแต่มิได้เงยหน้าขึ้นมอง   ไป่จือทราบดีอยู่แล้วว่า,  ยามที่หลี่เหว่ยหยางคัดลายมือ.. มิชอบให้ผู้ใดมารบกวน   ไป่จือจึงถอยไปปิดหน้าต่างแล้วเดินจากไปเงียบๆ

ผ่านไปได้สักสองเค่อ,  ท้องฟ้าก็ยิ่งกลายเป็นสีเทาดำ  มีประกายฟ้าแล่บแปล่บปลาบมาเป็นระยะ ตามมาด้วยเสียงฟ้าคำรณดังสนั่นจากนั้นสายฝนก็เทลงมา

เสียงฝนตกหนักสาดซ่าไปทั่วทุกทิศ

หลี่เหว่ยหยางเงยหน้าขึ้น   ลุกเดินไปเปิดหน้าต่าง   นางมองออกไปข้างนอกแล้วร่างกายนางก็สั่นสะท้าน

นางไม่เคยชอบฝนตกหนักยามค่ำ   คืนที่มีอากาศเฉกเช่นเดียวกันนี้เป็นคืนที่อวี้หลี่ (บุตรชายของนางในอดีตชาติ) สิ้นชีวิตลง   ฝนกระหน่ำตกหนักเช่นนี้   ทำให้เมื่อเห็นฟ้าฝนตกหนักอย่างนี้เมื่อใด,  ความทรงจำที่เจ็บปวดก็จะย้อนกลับมาให้นางระลึกถึง

ช่วงเวลานี้เอง,  จือยานรีบเดินเข้ามาภายในแล้วพิงร่มไม้ไผ่ไว้กับที่อย่างรวดเร็ว   หลังจากลูบหน้าลูบตาให้แห้งจากเม็ดฝนแล้ว  นางก็เดินเข้ามายังห้องชั้นใน

“คุณหนู,  ข้าเพิ่งเจอหรงเอ๋อร์ที่รับใช้ฉีอี้เหนียง (มารดาแท้ๆของเหว่ยหยาง)   นางบอกว่าฉีอี้เหนียงใช้ให้นางมาส่งจดหมาย”

หรงเอ๋อร์เป็นหนึ่งในสาวใช้ชุดใหม่ที่ส่งมายังเรือนฉีอี้เหนียง   นางเป็นเด็กใช้งานคล่อง  ค่อนข้างเฉลียวฉลาด

หลี่เหว่ยหยางรับจดหมายในมือจือยานมาเปิดออกอ่าน:  มีเรื่องลับสำคัญจะปรึกษาเจ้า  ให้รีบมาพบ”

หลี่เหว่ยหยางขยำจดหมายในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองจือยาน   “เจ้าไปเจอหรงเอ๋อร์ที่ไหน?”

จือยานตอบกลับมาตามตรงว่า   “ในสวนเจ้าค่ะ,   ข้าไปเก็บเมล็ดลูกท้อแล้วบังเอิญพบหรงเอ๋อร์ที่กำลังรีบร้อนมาที่นี่”

หลี่เหว่ยหยางหยุดแล้วกล่าวว่า   “ตอนนั้น,   ฝนคงตกแล้ว   หากเดินจากหนานหยวนมาถึงนี่ต้องใช้เวลาแค่สี่เค่อ  (30นาที)”    //แต่นี่ฝนตกมาเป็นชั่วโมง....//

จือยานไม่เข้าใจคำพูดพึมพำของเหว่ยหยาง   นางเพียงรู้สึกแปลกใจจนถามออกไปว่า   “คุณหนู,  ท่านพูดอะไรหรือเจ้าค่ะ?”

ตามเนื้อความในจดหมาย,  ฉีอี้เหนียงมีความลับที่สำคัญอยากจะปรึกษากับนาง   ดังนั้นจึงไม่มีทางเลี่ยง...ยังไงนางก็ต้องไปด้วยตนเอง

นิ้วของหลี่เหว่ยหยางลูบจดหมายในมือก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบว่า   “ออกไปเรียกบ่าวรับใช้และมาม่าทั้งหมดในเรือน   บอกพวกเขาให้สวมเสื้อกันฝนแล้วตามข้าออกไปด้วย”

ด้วยเหตุผลบางอย่าง,   จือยานรู้สึกว่าจะมีเรื่องราวไม่ชอบมาพากลกำลังจะเกิดขึ้น



........................................
จบบท



3 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณที่แปลให้อ่านค่ะ สนุกมากเลย รอติดตามผลงานคุณอยู่นะคะ^^

    ตอบลบ
  2. เดาว่าเป็นจดหมายปลอมแน่ๆเลย จากอีตาเกาบ้ากาม
    ป.ล.อ่านไปตอนเดียวติดเลย ตามอ่านมาทุกตอน สนุกมากๆๆๆๆๆ

    ตอบลบ