งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 47 เริ่มต้นแผนการ (ดิบ)

สุ้มเสียงแหลมสูงสำเนียงแตกตื่นเข้ามากระทบหู   มู่หรงเสวี่ยที่กำลังเก็บข้าวของมือชะงัก ปากอดเบะไม่ได้   นางว่าแล้ว,  งานเลี้ยงบ้าบออะไรนั่น   ต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ


มู่หรงเยว่พี่ชายของนางเดินทางไปร่วมงานที่จวนหวู่อันด้วย   นางก็มิได้วางใจคาดเอาไว้ก่อนล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะต้องมีเรื่อง   แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องขึ้นไวขนาดนี้   มู่หรงเยว่ออกไปยังไม่ครบครึ่งชั่วยามดี   ก็มีเรื่องซะแล้ว,  มู่หรงหลัวคงจะรอไม่ได้จริงๆ

นางร่างกายอ่อนแอป่วยง่าย   เป็นที่รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองจึงมีข้ออ้างไม่ไปร่วมงานได้แต่มู่หรงเยว่เป็นนายท่านสกุลมู่หรงคนปัจจุบัน   และยังมีศักดิ์เป็นหลานชายของมู่หรงหลัว   ทำให้ถึงอยากจะปลีกตัวไม่ไปร่วมงานแค่ไหนก็ทำไม่ได้   จึงได้แต่ต้องไปเท่านั้น

มู่หรงเสวี่ยหันหน้าไปดูคนมาส่งข่าว   “เจ้าเล่ามาช้าๆทีว่าเกิดอะไรขึ้น”

เป็น เฟิ่งเต้าเด็กรับใช้อายุประมาณ 15-16ปี หน้าใหม่ที่ติดตามมู่หรงเยว่ไปยังจวนหวู่อัน ท่าทางคงวิ่งห้อกลับมาตลอดทาง   เขากระหืดกระหอบพูดว่า   “เรียนคุณหนู……นายน้อยกับคุณชายรองซ่งเล่นพนันกัน....นายท่านแพ้ติดต่อกันหลายตาแล้ว....”    คุณชายรองซ่งที่เขาพูดถึงเป็นบุตรชายคนรองของขุนนางหวู่อัน น้องชายของซ่งชิงหยาง    เป็นเด็กหนุ่มอายุเยาว์นิสัยหยาบคายไม่เอาถ่าน   เป็นที่เลื่องลือไปทั้งเมืองหลวงถึงความเหลวไหลอีกคนเช่นกัน

มู่หรงเยว่, ดวงพนันไม่ดี พนัน10แพ้ซะ 9     เขาแพ้เสียเงิน,  มู่หรงเสวี่ยก็ไม่แปลกใจเท่าไรหรอก   “เสียมากเลยเหรอ?”

“หนึ่งแสนตำลึง!

“ทำไมเล่นเยอะขนาดนั้นเล่า?”

มู่หรงเสวี่ยแปลกใจทำตาโต:  มู่หรงเยว่เล่นกัดหมาข้างนอกเมื่อก่อนก็เสียพนันมากเช่นกัน ส่วนใหญ่มากสุดจะอยู่สองสามพันตำลึง

เฟิ่งเต้าหัวเราะเสียงขมพูดว่า   “พวกเขาพนันกันเป็นตั๋วเงินจำนวนมาก   เกมหนึ่งเล่นกัน ห้าหกพันตำลึง   บ่าวรู้สึกว่านายท่านเสียมากเกินไป  แต่เตือนนายท่านเท่าไหร่ท่านก็ไม่ฟัง    ฉีซวงเลยสั่งให้บ่าวมาส่งข่าวให้คุณหนูใหญ่....”    มู่หรงเยว่,  เจ้าหนุ่มเสเพลนี่,  เห็นเกมพนันเข้า...ก็ทำตัวเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ    ถ้ามู่หรงเยว่สามารถควบคุมตนเองได้สักหน่อย,  ต่อให้มู่หรงหลัววางกับดักล่อเขาจริงๆ   เขาก็ไม่พลาดท่าให้เช่นนี้

มู่หรงเยว่จะรู้หรือไม่ว่า หนึ่งแสนตำลึง หากให้ชาวบ้านธรรมดาไว้ใช้จ่าย   สองชั่วอายุคนยังใช้ไม่หมด?   จะรู้หรือไม่ว่ารายได้ของที่จวนกว่าจะเหลือเก็บเข้าคลังหนึ่งแสนตำลึงนี่ต้องใช้เวลาถึงหกเดือน?

เพียงกระพริบตาเดียวเสียเงินไปเป็นแสนตำลึง    นี่เขากะจะเทกระจาดโปรยเงินทิ้งหรืออย่างไร   หากท่านพ่อท่านแม่ที่อยู่ในหลุมรับรู้   คงรีบกระโดดขึ้นมาเตะก้านคอเจ้าลูกชายเหลวไหลคนนี้เป็นแน่

ภายใต้แววตาของมู่หรงเสวี่ยคือความโกรธที่เก็บกดไว้อย่างเข้มข้น   “พี่ข้าอยู่ที่ไหน?   พาข้าไปพบพี่ข้าด่วน”

“ขอรับ”   เฟิงเต้าแม้จะมีสีหน้ายู่ยี่แต่ตอนนี้ก็พอจะยิ้มออก   “รอประเดี๋ยวน่ะคุณหนู...บ่าวจะรีบไปจัดเตรียมรถม้า”

“หยุดเลย....จะมีรถแบบไหนกันล่ะที่สามารถวิ่งตะบึงตรงไปตามถนนได้โดยที่ไม่มีอะไรเกะกะ เจ้านำข้าไปถึงจวนหวู่อัน   ทางใดวิธีไหนก็ได้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ก็พอ”    มู่หรงเสวี่ยมีท่าทางเยือกเย็น: เจ้าผีพนันมู่หรงเยว่ พนันทีไม่ดูตาม้าตาเรือ   ป่านนี้แล้ว, คงพนันผ่านกันไปหลายตาแล้ว ท่าทางคงจะเป็นเงินจำนวนมหาศาล   ถ้ายังขืนชักช้าไม่รีบไป   ยอดอาจจะถีบไปถึงหนึ่งล้านตำลึงแล้วก็เป็นไปได้   หากว่าเขาแพ้หมดทุกตา

มู่หรงหลัวจัดฉากเอาการพนันเข้ามาล่อให้มู่หรงเยว่ติดกับ   นับว่านางเข้าใจสันดานของหลานชายเป็นอย่างดี    ร้ายกาจมาก

“ขอรับ!”    เฟิ่งเต้ารับคำแล้วรีบนำทางพามู่หรงเสวี่ยมาถึงหน้าจวน   ก็รีบนำนางเข้าตรอกทะลุซ้ายแล้วเลี้ยวขวา  เลี้ยวซ้ายอีกที   เลี้ยวไปเลี้ยวมาไม่รู้กี่รอบ   สุดท้ายก็มาถึงหน้าจวนหวู่อันจนได้

หน้าประตูแปะป้ายมีสี่ตัวอักษรโดดเด่นสะท้อนแสงล้อกับดวงอาทิตย์ จวนหวู่อัน ที่ประตูคึกคักมีผู้คนมาร่วมยินดีกันมากมาย  ทั้งขุนนางฝ่ายพลเรือนและทหารเอย  คุณหนูฮูหยินของตระกูลขุนนางเอย   ครอบครัวคหบดีเศรษฐีทั้งหลายก็พากันทยอยมา   ยิ้มแย้มพูดจาพาทียกย่องกันไปมา หัวเราะต่อกระซิกเอ่ยคำอวยพรต่อจวนหวู่อัน

ของขวัญของกำนัลล้ำค่ากองสูงกันเป็นภูเขา   พ่อบ้านและลูกมือสั่งการสาวใช้และบ่าวไพร่ทำงานกันมือไม้เป็นระวิงช่วยกันขนช่วยกันหอบเข้าไปจัดเก็บให้เรียบร้อย

มู่หรงเสวี่ยแสยะยิ้ม   ดวงตาเข้มข้นเตรียมฟาดฟัน: มู่หรงหลัวเอ๋ย,  ข้าจะกระทืบชื่อเสียงเจ้า เอาให้ยับเยินยู่ยี่แหลกยับอยู่ที่ปลายเท้าข้านี่ล่ะ   เจ้าคงพร้อมรับความซวยต่อหน้าสักขีพยานมากมายนี่แล้วใช่ไหม?

ที่กลางสวนในจวนหวู่อัน,   ฮูหยินผู้เฒ่าซ่งเลาสวมใส่อาภรณ์ใหม่สีน้ำเงินเข้มภูมิฐาน  เปลี่ยนสายคาดประดับศีรษะที่มีอัญมณีทับทิมเจียระไนเป็นเหลี่ยมอย่างดีปักติดเป็นลวดลาย   นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน   กำลังหัวเราะอารมณ์ดี

“ฮูหยินซ่ง วันนี้วันเกิดของท่าน  ไฉนไม่เห็นสะใภ้คนดังของท่านออกมาต้อนรับแขกเลย?” ข่าวมู่หรงหลัวติดหนี้สิบปีหกร้านค้าดังไปทั่ว   ฮูหยินหลินที่มาเป็นแขกในวันนี้   ถึงแม้จะมีสัมพันธ์ไม่เลวกับฮูหยินซ่งเลา   แต่ก็อดอยากรู้อยากเห็นยกเรื่องราวกล่าวถึงคนต้นเหตุขึ้นมาเปรยไม่ได้

คราวนี้เหล่าสายตาคุณหนู   บรรดาฮูหยินทั้งหลายที่ล้อมวงอยู่ก็ย้ายสายตาทอดมาตกที่ฮูหยินซ่งเป็นจุดเดียว   เรื่องราวของมู่หรงหลัวสะใภ้ใหญ่ของจวนหวู่อันตอนนี้ถูกเล่าต่อแตกขยายเป็นหลายสิบเรื่องราวไปทุกมุมถนน   แม้ว่าพวกเขาจะเป็นสตรีชั้นสูงที่อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน   ยังได้รู้ได้ยินข่าวที่ลอยละล่องไปตามลมปากของคนจนมาเข้าหูพวกเขาได้   แต่ยังไงได้ยินจากฮูหยินซ่งที่เป็นแม่สามีของมู่หรงหลัวเองไม่ได้   ข่าวจากปากนางน่าจะถูกต้องเที่ยงตรงและมีรายละเอียดมากกว่าแหล่งข่าวไหน

“ข้าลงโทษนางให้ปิดประตูสวดมนต์สำนึกความผิดอยู่ที่วัดแล้ว!”   ฮูหยินซ่งตอบเสียงเครือ

“อ๊ะ...ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะ?”   ฮูหยินหลินถามทั้งๆที่พอจะเดาออก

“ก็ทำไมซะอีกล่ะถ้าไม่ใช่เพราะนางทำความผิด”   ฮูหยินซ่งเอ่ยเสียงหนัก   “นางน่ะดูสุภาพอ่อนโยนมีคุณธรรม   ข้าก็เชื่อใจนาง   เรื่องงานการใหญ่น้อยในจวนหวู่อันก็ให้นางเป็นผู้จัดการดูแลเพียงผู้เดียว   คาดไม่ถึงเลยว่านางจะใจไม้ไส้ระกำกับหลานแฝดกำพร้าของตัวเอง   ที่น่ารังเกียจที่สุดก็คือคิดจะฮุบเอาของในร้านทั้งหมดของพี่ชายตัวเอง....”

หญิงสาวไม่สาวในกลุ่มต่างแลกเปลี่ยนสายตากันเอง   จมูกและสายตาอันเฉียบแหลมและสมองของแต่ละคนต่างก็ขบคิดตาม   คนของตนเองเข้าไปยกเอาข้าวของร้านค้ามา   มู่หรงหลัวเป็นคนของจวนหวู่อัน   หลักแหล่งที่อาศัยกินนอนก็อยู่ในนี้   ทว่าจวนหวู่อันกลับไม่รู้เห็นเป็นใจด้วย   สงสัยจะเป็นตัวมู่หรงหลัวหาที่เก็บซ่อนที่มิดชิดหมกเม็ดเอาไว้ซะเอง....

มู่หรงหลัวที่ทำผิดเป็นถึงฮูหยินใหญ่ของจวนหวู่อัน   อันว่าสะใภ้ทำผิดชื่อเสียงครอบครัวสามีก็ด่างพร้อยไปด้วย   สงสารแต่ว่าชื่อเสียงของจวนหวู่อันต้องพลอยฟ้าพลอยฝนเกี่ยวข้องเข้าไปด้วย    น่าสงสารจริงๆ....

อ่านสายตาที่ส่งความเห็นใจจากผู้คนที่รายล้อมรอบตัว   ในแววตาของฮูหยินซ่งเปล่งแสงดีใจ: มู่หรงหลัววางแผนชักใยจะฮุบร้านทั้งหกมาเป็นแรมสิบปีเป็นที่รู้เห็นกันทั่วเมืองหลวงแล้ว   ถ้านางออกหน้าปฎิเสธปกป้อง   นางคงไม่มีหน้ามองหน้าใครต่อไปได้อีก   จึงต้องตัดต่อความจริงแล้วจูงจมูกผู้คนให้คิดจินตนาการไปตามทางที่นางชี้นำไว้

แผนตัดเนื้อร้ายทิ้งของนางได้ผลเป็นที่สำเร็จ   จวนหวู่อันรอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้แล้ว

“นานๆพวกเราจะมาพบกันที   อย่าพูดจาเรื่องไม่สบายใจเลย    ฮุยฮุย, เจ้าไปในครัวให้ยกขนมอบออกมาลองลิ้มกันหน่อย   พวกเรามาล้อมวงทานขนมอบ  อบเสร็จใหม่ๆกัน”

ฮุยฮุยผู้นี้ก็คือลูกสะใภ้คนที่สองของฮูหยินซ่งเลามีนามว่า หวู่ฮุยฮุย เป็นบุตรีของรองเสนาบดี ซึ่งนางให้ออกหน้ามาทักทายกับผู้คน   ไม่เหมือนมู่หรงหลัวที่ถูกกดไว้ในครัว   ฮุยฮุยผู้นี้เดินไปเดินมาเฉิดฉายท่ามกลางแขกเหรื่อสตรีชั้นสูง   พูดจาหัวเราะทำความสนิทสนมในงานเลี้ยง   พอนางได้ยินคำสั่งของฮูหยินเฒ่าก็หันมายิ้มย่อตัวแล้วหันเดินไปทางครัว

มองร่างของหญิงสาวที่เดินกระฉับกระเฉงห่างออกไป   ฮูหยินหลินก็เอ่ยชมว่า   “สะใภ้รองของเจ้าท่าทางเฉลียวฉลาด   งานเลี้ยงวันเกิดครั้งนี้,  เป็นนางที่ลงแรงจัดการใช่หรือไม่?”

“แน่นอน,  นางเป็นคนริเริ่มเป็นแม่งานจัดแจงเรื่องงานเลี้ยง   เรื่องยากตึงมือเมื่อถึงมือนางก็กลายเป็นเรื่องง่ายๆไป....”

มู่หรงหลัวที่ยืนอยู่ด้านหลังหินประดับสวน   ยืนฟังคำสนทนาของฮูหยินซ่งที่ยิ้มแย้มตอบแขกเหรื่อออกไป   ยืนกัดฟันกรอดๆ งานเลี้ยงวันเกิดเป็นผลงานน้ำพักน้ำแรงของนาง   ซ่งฮูหยินคงคิดจะยกหวู่ฮุยฮุยขึ้นมา  จึงยกย่องว่าเป็นผลงานของนางผู้นี้ทั้งหมด

เรื่องหกร้าน,  นางก็จัดการจนจบเรื่องแล้ว   ทำไมแม่สามีต้องพูดให้ร้ายนางเช่นนั้นอีก?   ข้าวของประดามีที่ได้มาจากร้านทั้งหก   พวกเขาทั้งหลายก็มีส่วนได้ส่วนแบ่งในของเหล่านั้นด้วย  ของทั้งหมดไม่ได้หายไปไหน   ใช้กินใช้สอยอยู่ในจวนหวู่อันแห่งนี้น่ะแหละ   ไม่ว่าหน้าไหนในจวนก็ได้ส่วนแบ่งกันไปทั้งนั้น......


สาวใช้ในเครื่องแบบสีชมพูเดินเข้ามาย่อกายรายงานมู่หรงหลัวว่า  “ฮูหยิน, คุณหนูมู่หรงแห่งจวนขุนนางโหวมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”


.....................................................
จบบท




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น