วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 48 การสมคบคิด (ดิบ)

มู่หรงเสวี่ย?    ไหนว่านางป่วยไง?    อยู่ๆทำไมถึงลุกขึ้นมาถึงนี่ได้?

มู่หรงหลัวมุ่นหัวคิ้ว  มองขึ้นมาตรงไปข้างหน้า   เห็นหลานสาวของนางกำลังเดินเยื้องย่างเข้ามาตามทางเดินหิน   ปลายกระโปรงของชุดเสื้อสีฟ้าอ่อนระปัดป่ายมาตามทางเดิน    ใบหน้าหวานซึ้งเล็กกระทัดรัดไม่เกินฝ่ามือนั้นดูใสกระจ่างด้วยความอ่อนเยาว์ของสาวน้อยวัยแรกรุ่น ริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้นแย้มเพียงนิดๆ   แต่ดวงตาสีดำกลมโตนั้นต่างหากที่เปล่งประกายเอาเรื่อง


ดี!   เดินมาติดกับถึงที่...นางจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปจวนมู่หรง

มู่หรงหลัวบ่ายสายตาไปมองแม่สามีเจ้าเล่ห์ของนางที่กำลังหัวเราะเฮฮาหรรษาอยู่กับแขกเหรื่อที่ห้อมล้อม   นี่ก็อีกคนที่คิดไม่ดีกับนาง....ไม่จำเป็นต้องไว้หน้านางแล้วเหมือนกัน

เก็บริมฝีปากที่เหยียดด้วยอาการรังเกียจขึ้น  แล้วนางก็ออกไปรับหน้ามู่หรงเสวี่ย   “เสวี่ยเอ๋อ, เห็นว่าเจ้าไม่สบาย...ทำไมฝืนสังขารมาได้?”

มองยิ้มหลอกลวงของนางแล้วมู่หรงเสวี่ยก็กล่าวสั้นๆด้วยน้ำเสียงห่างเหินคร้านที่จะเสแสร้งว่า   “ ข้ามาที่นี่เพื่อตามหาพี่ชาย”

มู่หรงหลัวยิ้มต่อ   ตอบกลับมาว่า   “เห็นเยว่เอ๋อร์อยู่ที่ลานด้านหน้ามิใช่......”

“เขาไม่อยู่ที่นั่น   เด็กติดตามบอกว่าเขาอยู่ที่โถงด้านใน”   มู่หรงเสวี่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบยิ่งขึ้น    นางขี้เกียจจะสุภาพด้วยแล้ว    เสียเวลานาง!

ยังจะมาเสแสร้งวางท่าทำสูงส่งอะไรอีก   ผู้คนรู้เช่นเห็นชาติสันดานนางไปถึงไหนๆแล้วว่าคิดจะฮุบสมบัติของผู้อื่น   กิริยาอะไรนั่นก็ล้วนปรุงแต่งเอาทั้งสิ้น   หามีความจริงใจสักกระผีก!

สีหน้าอ่อนหวานเอ็นดูผู้หลานของมู่หรงหลัวชะงักแข็งค้าง    นางเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่กล้าที่จะพูดขัดนาง   ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่   ยั่วอารมณ์นางจนนางมีโมโหขึ้นมาได้   “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลากินข้าว   เยว่เอ๋อร์น่าจะยังไม่ได้เมามายจนต้องเข้าไปพักที่โถงชั้นในนี่นา?”

“ข้าไม่ได้ตามเขามา   จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเขาเมาหรือไม่  ได้แต่เดินเข้าไปดูถึงจะรู้,  ไม่ใช่หรือ?   มู่หรงเสวี่ยเหน็บเสียงเย็นแล้วเดินทิ้งมู่หรงหลัว   โดยมีเฟิ่งเต้านำทาง   ตรงเข้าไปยังโถงด้านใน

รู้สึกฉุกใจถึงท่าทางไม่เกรงกลัวใคร   หยิ่งผยองและถือดีมิยอมลงให้ผู้อาวุโสง่ายๆ   หากไม่ใช่ต้องใจเย็นเพื่อให้แผนการณ์ที่วางไว้สำเร็จแล้วล่ะก็   คงจะต้องตีสั่งสอนนางแล้ว!   มู่หรงหลัวกัดฟันกรอดข่มความโมโหไว้ภายในรีบเดินตามมาจนทัน   “น้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า” 

รอให้แผนสำเร็จก่อนเถอะ,  จะดูซิมู่หรงเสวี่ยยังจะเชิดหน้ายังไงไหว   ไม่เสียใจจนต้องหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายก็ให้มันรู้ไป

เรื่องหกร้านค้าที่เหม็นโฉ่ไปทั้งเมือง,  ทำให้คู่กรณีทั้งสองที่กำลังเดินเข้าไปยังโถงภายในด้วยกันเป็นที่จับตามองโดยพร้อมเพรียงกันของบรรดาสตรีสูงศักดิ์ทั้งหลายที่มาร่วมงาน   ต่างคนต่างมองหน้ากันแล้วค่อยๆกระเถิบเดินตามไปสอดส่องสถานการณ์ด้วยเป็นขบวน

ฮูหยินขุนนางบางคนก็มองไปยังฮูหยินชราผู้เป็นเจ้าของวันเกิดด้วยความงุนงงสงสัย   ไหนฮูหยินเฒ่าบอกว่าลูกสะใภ้นางอยู่ที่วัดกำลังเคาะเกราะไม้สวดมนต์สำนึกผิดอยู่มิใช่หรือ?   ไหงนางถึงได้ปรากฏตัวที่นี่ได้?

ฮูหยินซ่งถูกมองจนหน้าแดงก่ำ   วางสีหน้าไม่ถูก: นางอุตส่าห์กำชับมู่หรงหลัวแล้วว่าให้อยู่ดูแลในห้องครัว   มิให้ออกมาเพ่นพ่านข้างนอก   นางกล้าดีอย่างไรถึงได้ขัดคำสั่ง   ทำให้นางเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้   สะใภ้ที่ใช้ไม่ได้!

“มู่หรงเยว่ที่ขึ้นเป็นนายท่านสกุลมู่หรงยังเด็กยังเล็ก   คงจะทำเรื่องน่าละอายไว้   พวกเราตามไปดูกัน”   ฮูหยินหลินเอ่ยวาจาช่วยผ่อนคลายสถานการณ์   เบี่ยงเบนความสนใจให้กับฮูหยินซ่ง

ฮูหยินซ่งได้ทีรีบตอบรับ   “ดีๆ  งั้นพวกเราตามไปดูกัน”

“ก็ดีๆ”   เหลาไท่จุนอีกผู้หนึ่งก็พยักหน้า   แล้วพยักหน้าให้สาวใช้ช่วยประคองไปด้วยท่าทางภูมิฐาน

มู่หรงเสวี่ยเดินลิ่วๆมาตามทางเดิน   เห็นฉวงซียืนกุมท้องพิงกำแพงหมดแรงอยู่ระหว่างทาง ที่ข้างสวนเล็กแห่งหนึ่ง   นางเดินตรงเข้าไปหาเห็นสีหน้าของฉวงซีซีดเผือด  ท่าทางไร้เรี่ยวแรง   “ฉวงซี,  เจ้าเป็นอะไร?”

ฉวงซีก้มหัวทำความเคารพนางแล้วตอบว่า   “ตอบคุณหนู   ข้าท้องร่วง   วิ่งเข้าวิ่งออกห้องน้ำมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว”

มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้วสูง   “ตอนที่เจ้าออกมาจากจวน,  ยังไม่เป็นอะไรเลยนี่?   อยู่ๆก็มาท้องเสียกระทันหันเช่นนี้,  เจ้ากินอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า?”

ฉวงซีสั่นหัว   “หลังจากเดินทางมาถึงจวนหวู่อัน   บ่าวก็ไม่ได้แตะต้องอาหารหรือขนมอะไรเลย   เพียงจิบชาไปสองสามจิบแค่นั้น.....”

ท่าทางชานั้นจะมีปัญหา   ฉวงซีเป็นบ่าวหัวไว   หากจะล้อมกรอบมู่หรงเยว่ให้เสียท่าก็ต้องขจัดฉวงซีออกไปก่อน

มู่หรงเสวี่ยเม้มปาก:   “เจ้าจงจำเอาไว้ว่า  บางจวนบางบ้านสกปรกโสโครกจนน้ำชงชาก็ยังนำน้ำโไม่สะอาดมาใช้ไม่รู้จักต้ม   คงกะจะให้คนกินท้องเสีย   พอต่อมาลำไส้ของเจ้าก็จะเน่าบิดเป็นเกลียว....”

“ขอรับๆๆ”    ฉวงซีรับคำ   สีหน้าหวาดกลัวจนซีดอีกระดับ

มู่หรงหลัวสีหน้าเครียดขึ้ง   มือของนางกำเป็นหมัดแน่น   มู่หรงเสวี่ยนึกเดาแผนของทางจวนหวู่อันและเหน็บแนมออกมาว่า   จวนหวู่อันคือสถานที่บัดซบสกปรกไม่ต่างจากน้ำโสโครก  ไม่น่าเข้ามาเกลือกกลั้ว!   นังเด็กปากจัดนี่!

มู่หรงเสวี่ยไม่มองนาง   แต่เดินย่ำฝีเท้าตรงเข้าไปยังโถงด้านในซึ่งเห็นประตูเปิดกว้างทิ้งไว้ มองผ่านตรงเข้าไปสามารถมองเห็นโต๊ะตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง   เห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งสวมใส่เสื้อคลุมยาวเนื้อผ้าหรูหราสีน้ำเงินกำลังยืนเขย่าลูกเต๋าอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ

มู่หรงเยว่เองก็ยืนอยู่ตรงข้ามกับเด็กหนุ่มนั่น   มีคนยืนล้อมชมสองหนุ่มเสเพลกำลังพนันกัน สายตาแต่ละคนกำลังจับจ้องไปที่ด้วยเต๋าในมือ   ตะโกนกันเซ็งแซ่ว่า   “ออกต่ำ  ออกต่ำ ออกต่ำ....”    ซ่งชิงเหยียนกระแทกถ้วยปังลงบนโต๊ะแล้วเปิดออก   “556...ออกสูง    มู่หรงเยว่,  เจ้าแพ้อีกแล้ว”

 มีโอกาสเห็นพี่ชายเล่นพนันทีไร   ก็มีแต่เห็นเขาตอนแพ้ตลอด   เจ้าพี่ไม่เอาไหนเอ้ย!

มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วแน่น   เรียกเสียงดังออกไปว่า   “มู่หรงเยว่!

พอเสียงดุดันของน้องสาวดังเข้าหูมู่หรงเยว่   เขาก็มองมาที่นาง    สายตาที่กำลังท้อแท้ก็วาบแววตาแปลกใจนึกไม่ถึงขึ้นมา:   “เสวี่ยเอ๋อ ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ล่ะ?”

“มาดูว่าพี่เสียพนันเท่าไรแล้วน่ะซิ!”    มู่หรงเสวี่ยก้าวฉับๆเข้ามาในห้องโถงโดยไม่ลังเล!

ผู้คนทั้งหลายที่ตามมาดูต่างก็พากันคิดในใจว่า   ที่แท้นึกว่ามู่หรงเยว่เป็นอะไร...ก็แค่เล่นการพนันแค่นั้น!

สตรีสูงศักดิ์,  เหล่าฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายต่างก็พากันโล่งใจที่มิได้มีเรื่องอันใดใหญ่โต พวกเขายืนออกันอยู่หน้าประตู   มิได้เดินตามเข้ามาแต่อย่างใด

ชายหนุ่มนักเล่นทั้งหลายพอเห็นผู้คนมากมายมายืนมุงกันเต็มไปหมด    ทำให้ชะงักค้างพูดไม่ออก   ทำให้ทั้งห้องพนันตกอยู่ในความเงียบ

มู่หรงเยว่มองตรงโต๊ะที่เบื้องหน้าแล้วยิ้มอายๆออกมา   “ก็เสียมากอยู่.....”

“ก็ไม่มากเท่าไหร่หรอก   แค่ห้าแสนสองพันตำลึงเท่านั้นเอง.....”   ก่อนที่จะเริ่มสำรวจตัวเลขจริงจัง   ทางซ่งชิงเหยียนก็เอ่ยขึ้นมาก่อน

มู่หรงเยว่เสียเงินสดไปหมดแล้ว   ตอนหลังๆ  พวกเขาใช้เซ็นใบกู้ยืมกันแทนการลงเงินสดในการพนัน

ตอนนี้มีสตรีมากมายในที่นี่   เห็นทีจะไม่สะดวกที่จะเล่นกันต่อแล้ว   ก็ได้เวลาคิดบัญชีจ่ายหนี้พนันกันสักที

“อะไรกัน!  ทำไมตั้งห้าแสนกว่าตำลึง”   มู่หรงเยว่ทำหน้างุนงง    “เท่าไรกันน่ะ?”

เหล่าสตรีชั้นสูงที่เงี่ยหูฟังอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว   เสียเงินไปถึงห้าแสนกับการพนันในเช้าวันเดียวเช่นนี้นับว่ามากไปหน่อย   นายท่านสกุลมู่หรงผู้นี้อายุยังน้อยแต่ก็เสเพลเสียผู้เสียคนปานนี้เชียวหรือ

“เจ้าแพ้ไปกี่ตา   เจ้าจำไม่ได้หรืออย่างไร?”   ซ่งชิงเหยียนเลิกคิ้วมองมู่หรงเยว่   “เล่นกันตั้งหลายตา   มันก็เป็นเงินห้าแสนน่ะซิ....”

“เจ้าพูดถึงเงินจำนวนห้าแสนกว่าตำลึงผายลมอะไร?    มันจะถึงห้าแสนได้อย่างไรกัน?”     มู่หรงเยว่โต้กลับไม่ยอม   แววตาเอาเรื่อง

“ห้าแสนอะไรงั้นรึ....มู่หรงเยว่,  เจ้าลองเบิ่งตาดูเองให้ชัดๆ    เขียนกำกับเอาไว้ชัดเจน ทั้งหมดห้าแสนสองหมื่นตำลึง”   ซ่งชิงเหยียนหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาวางตรงหน้ามู่หรงเยว่ เห็นข้อความเขียนไว้ว่า:  เงินสดไม่พอ   แพ้พนันแล้วห้าแสนสองพันตำลึง   ลงท้ายลายมือชื่อว่า  มู่หรงเยว่  เด่นหลาอยู่บนกระดาษแผ่นนั้น


“เจ้ามันโกง,  ข้าเขียนชัดๆว่า  ห้าพันสอง ใครมาเติมศูนย์เพิ่มฟ่ะ”   มู่หรงเยว่โมโหจัด   เขาชี้หน้าไปยังชายหนุ่มอีกคนที่อยู่ด้านข้าง   “ไม่เชื่อ,  เจ้าถามเขาดู   ข้าเขียนห้าพันสองชัดๆ...”


.......................................
จบบท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น