วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 51 แผนแตก (ดิบ)

หมายเหตุ  มีผู้ทักว่าน้องทางพ่อเรียก  อา  ที่ผิดไปแล้วจะเปลี่ยนให้เมื่อมันสมบูรณ์ไม่ดิบแล้วนะคะ  แต่จากนี้ไปจะแก้ใช้อาแทน

มู่หรงเสวี่ยหันไปมองตามเสียงที่ได้ยิน   นางเห็นตู้ฮูหยิน,  ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนมู่หรง,  กำลังเดินฉุนเฉียวตรงเข้ามาภายใต้การประคับประคองของสาวใช้    นางเดินมาถึงในห้องยังต้องหยุดพักหายใจอีกเฮือก    ฮูหยินเฒ่ามิได้นำพากับสายตาของแขกเหรื่อผู้มีเกียรติทั้งหลาย  สนใจแต่เรื่องระหว่างมู่หรงเสวี่ยกับมู่หรงหลัวเท่านั้น


มู่หรงเสวี่ยต่อตากับสายตาโกรธเกรี้ยวของหญิงชราอย่างไม่ยี่หระ   “มู่หรงหลัวจงใจล้างผลาญทรัพย์สินในร้านของมารดาข้า   ยังจะให้ข้านับนางเป็นอาอีกอย่างงั้นหรือ?   ตอนที่นางใช้ซ่งชิงเหยียนมาล่อลวงพี่ชายของข้า,  ทำไมตอนนั้น....นางไม่คิดถึงเยื่อใยบ้างว่า... นางเป็นอาของข้า?   ถึงตอนนี้,  ความชั่วทั้งหมดที่นางจงใจกระทำก็ได้เปิดเผยต่อหน้าผู้คน  ต้องชดใช้ความผิดในคุกขึ้นมา.....แล้วทีนี้ล่ะค่อยคิดถึงความเป็นอา-หลาน,  เช่นนั้นเหรอ?  มันสายไปซะแล้ว!!

“เจ้า!”   ตู้ฮูหยินขึ้นเสียง  มันเป็นแผนของมู่หรงหลัวที่คิดเล่นงานพุ่งเป้าไปที่เจ้าไก่อ่อนมู่หรงเยว่จริงๆ    แต่บุตรสาวของนางที่มีตำแหน่งเป็นถึงฮูหยินของจวนหวู่อันหากต้องถูกคุมขังในคุก.... ก็หมดสิ้นกันแล้วพอดี    “ข้าเป็นย่าของเจ้า   เจ้ามีหน้าที่ต้องปฎิบัติตามคำสั่งของข้า   ไม่มีสิทธิ์ที่จะบอกปัด    ข้าบอกให้ยกเลิกซะ.....”

หลัวเอ๋อร์ถูกควบคุมตัวไปศาล    สามารถยกเลิกไม่เอาความได้   เพียงมู่หรงเสวี่ยออกปากให้แล้วกันไป

มู่หรงเสวี่ยหัวเราะขำเสียงดัง   นางเลิกคิ้วมองมายังตู้ฮูหยิน    “ทำตามคำสั่งท่านย่า    ท่านคิดเอาเองของท่านน่ะซิ    มู่หรงหลัวคิดฉ้อโกงเงินของพี่ชายข้า   ไม่ใช่ของท่านสักหน่อย  แล้วท่านที่ไม่ใช่เจ้าทุกข์มีสิทธิ์อะไรมายกเลิกไม่เอาความกัน......”

ตู้ฮูหยินแผดเสียงลั่น   “ข้าคือฮูหยินแห่งจวนโหวสกุลมู่หรง    ดูแลควบคุมเรื่องภายในจวนทั้งหมด   พี่ชายเจ้าสูญเงิน   เงินนั่นมาจากไหนถ้าไม่ใช่ข้าให้  ข้าไม่มานี่เก็บหนี้ก็บุญศีรษะเจ้าเท่าไรล่ะ   ทำไมข้าจะยกเลิกไม่เอาความไม่ได้...หา!!! ?”

“แต่เล็กจนเติบใหญ่,   เสื้อผ้าอาหารข้าวของจำเป็นรวมทั้งเงินใช้สอยทั้งหมดเป็นลุงหุยจัดหามาให้พวกข้าสองคนพี่น้องต่างหาก”   ปรากฏรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าของมู่หรงเสวี่ย  แววตาของนางมีแต่ประกายขบขันยามที่เอ่ยโต้ตอบออกไป   ต่อหน้าคนตั้งมากมาย,  นางจิ้งจอกเฒ่ากลับกล่าวเท็จได้โดยไม่กระพริบตา  พูดออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจราวกับว่าเป็นเรื่องจริง   สมควรปรบมือให้จริงๆ!!

สีหน้าของหญิงชราแดงก่ำราวกับสาวแรกรุ่น    ดวงตาจับจ้องมองมู่หรงเสวี่ยไม่วางตา    ริมฝีปากเค้นขบกันแน่น: นังหลานชั่ว  นังหลานชั่ว!

ทุกคนที่ยื่นจมูกหูผึ่งในห้องโถงนั้นมองเหตุการณ์ที่ผู้หลานและผู้เป็นย่าปะทะคารมกันดุเดือดชนิดไม่มีใครยอมใคร:  ทุกคนต่างก็ได้ตระหนักถึงความจริงภายในจวนมู่หรงว่า ตู้ฮูหยินผู้นี้มีลูกหลานสายของตนเองโดยตรง   และไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือดกันสักนิดกับทางสายมู่หรงเยว่และมู่หรงเสวี่ย   และตัวตู้ฮูหยินเองก็ไม่เคยสนใจไยดีกับหลานนอกไส้ทางนี้เลยแม้แต่น้อย

“มู่หรงหลัวทำตัวเองทั้งนั้น   ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนต้มตุ๋นฉ้อโกงอย่างเลือดเย็น   ทำให้พี่ชายข้าชื่อเสียงมัวหมอง    คุกหลวงเป็นสถานที่เหมาะสมกับการกระทำทั้งหลายของนางแล้ว!”   มู่หรงเสวี่ยเอ่ยต่อไป   มองไปยังสักขีพยานผู้มีเกียรติทั้งหลายที่มุงดูให้ความสนใจอยู่    “ท่านพี่ผู้คุมทั้งสอง,   อย่าได้ชักช้าเสียเวลาอีกเลย  จับกุมคนพวกนี้ไปได้แล้ว”

เหล่าชายฉกรรจ์เจ้าหน้าที่จับกุมได้สติ  ก็เดินมายังข้างหน้าจับกุมตัวมู่หรงหลัวและซ่งชิงเหยียนพาออกไป

ซ่งชิงเหยียนสีหน้าปราศจากความกลัวเกรงใดๆ   เดินเชิดหน้าบวมๆ ก้าวเท้ายาวๆ นำหน้า  ทำท่าทางเหมือนไปเป็นแขกรับเชิญผู้มีเกียรติที่ไหน....มิใช่ว่ากำลังเดินเข้าคุก

ในขณะเดียวกัน,  มู่หรงหลัวสีหน้าแววตาโมโหโทโสมิยินยอมจะจากไปแต่โดยดี    แต่ท่ามกลางสายตาของสักขีพยานบุคคลไม่ธรรมดามากมายทั้งหลาย    นางจำใจต้องยินยอม!

คนทั้งคู่ถูกกุมตัวกำลังจะออกไป    พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า   “หยุดก่อน!

ทุกคนต่างเหลียวไปมองก็ได้เห็นฮูหยินซ่งเลาจับมือสาวใช้พยุงกายเข้ามา    สีหน้าของนางคล้ำด้วยโทสะ   น้ำเสียงของนางก็เย็นชา   นางกล่าวว่า   “เทียนเหวิน,จะเขียนใบหย่ามอบให้แก่เจ้า, มู่หรงหลัว    พวกเราสกุลซ่งไม่อาจยอมรับสะใภ้ชั่วช้าเช่นเจ้าได้”    หูของมู่หรงหลัวอื้อไม่ได้ยินเสียงอะไรไปชั่วขณะ   รอบกายดูขาวโพลน   ฮูหยินซ่งผู้เฒ่าจะให้นางหย่า   เรื่องราวกลายมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?

ตู้ฮูหยินเป็นคนแรกที่ได้สติ   นางมองจ้องซ่งฮูหยินแล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า   “หลัวเอ๋อของข้าแต่ให้กับตระกูลซ่งมาตั้งสิบปีแล้ว   ปรนนิบัติรับใช้เจ้าทั้งกลางวันกลางคืน   ไม่ชื่นชมยกย่องไม่ว่าแต่นี่กลับจะมาหย่าขาดเฉยๆได้อย่างไร?”

“นางทำตัวชั่วช้าอำมหิต  พร่องคุณธรรม!”   ฮูหยินซ่งตอบกลับน้ำเสียงห้วน   “เป็นถึงสะใภ้ของสกุลซ่ง,   ต้องเรียบร้อยอ่อนหวานและมีคุณธรรม   จัดการเรื่องราวในจวนได้เรียบร้อย  เข้ากันได้ดีกับญาติๆ   ดูแลบุตรหลานให้ประพฤติปฎิบัติดี   แล้วนางทำหรือไม่?   ยุยงเด็กๆ  วางแผนกำจัดหลานของตนเอง   พอเรื่องแดงขึ้นมาก็ปฎิเสธเอาตัวรอด  จิตใจโสมมเป็นอสรพิษเช่นนี้,  พวกเราสกุลซ่งรับไม่ไหวหรอก    มีแต่เรื่องฉาวโฉ่ไม่เว้นแต่ละวันจนเดือดร้อนไปทั่งสกุลซ่ง

นางออกมาพูดต่อหน้าคนทั้งหลาย    วางตำแหน่งของจวนหวู่อันให้สูงส่งเข้าไว้จะได้ไม่เกี่ยวข้องกับมลทินของมู่หรงหลัว    มู่หรงหลัวผู้แปดเปื้อนวางแผนระยะยาวหลอกลวงมู่หรงเยว่ให้เสียหาย   ความผิดนี้ยกให้นางแบกรับไปเต็มๆ   ให้นางเสียสละตนเองไม่ทำให้ชื่อเสียงของจวนหวู่อันต้องมาเสียหาย

 ตู้ฮูหยินหมดคำพูดที่จะเถียงกลับ  นางหายใจแรงจนแผ่นอกสะท้อนขึ้นลงให้เห็นแต่ก็ยังจนใจไม่สามารถหาข้อแก้ตัวใดขึ้นมาโต้ได้

มู่หรงหลัวเอ่ยกับซ่งฮูหยินว่า   “ท่านแม่,  ข้อปฎิบัติเจ็ดข้อตามธรรมเนียม, หากสะใภ้ผิดข้อใดข้อหนึ่ง,  ทางสามีก็สามารถหย่าขาดได้   แต่ว่าตัวข้าผู้เป็นสะใภ้เคยทำผิดทำนองคลองธรรมทั้งเจ็ดข้อหรือไม่   เคยปฎิบัติไม่ดีกับสกุลซ่งข้อไหน?”   ฮูหยินเฒ่าสกุลซ่งกระพริบตาอย่างมิอาจไม่ร้อนรน   มู่หรงหลัว,  ตั้งแต่แต่งให้เทียนเหวินมาก็เคารพนบนอบ  เชื่อฟังคำสั่ง ดูแลงานบ้านน้อยใหญ่ในจวนมิเคยขาดตกบกพร่อง   นับเป็นภรรยาที่ดีผู้หนึ่ง   แล้วจะหย่าขาดกับนางด้วยสาเหตุอันใด

ใครใช้ให้นางโลภ?   ทำผิดในที่ลับแต่กลับไม่กลบเกลื่อนหลักฐานให้ดี  ทำให้ชื่อเสียงต้องแปดเปื้อนกันเล่า?   สกุลซ่งต้องการฮูหยินออกหน้าออกตาที่ไร้ข้อติ  สง่างามสูงส่งเป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์ตระกูล  ไม่ใช่ให้ใครมาหัวเราะเยาะลับหลังได้!

ฮูหยินซ่งมองมายังสาวน้อยสกุลมู่หรง,  มู่หรงเสวี่ย  แต่แล้วก็ต้องแปลกใจที่เห็นมู่หรงเสวี่ยจับจ้องมองมาที่นางก่อนอยู่แล้ว   ดวงตาของเด็กสาวนิ่งสงบเป็นสีดำสนิทเป็นประกาย   นางขมวดคิ้วครุ่นคิด   แล้วจะทำยังไงกับเด็กสาวผู้นี้ดี?

ซ่งเทียนเหวิน,  ผู้เป็นบุตรชายของนางและเป็นสามีของมู่หรงหลัวก้าวออกมาข้างหน้า  กล่าวว่า   “ท่านแม่,  มอบให้เป็นหน้าที่ของใต้เท้าหลินทำการไต่สวนเรื่องราวของหลัวเอ๋อที่ศาลชุนเทียนก่อนเถิด.....”

ต้องการปกปิดมิให้ใครทราบถึงเจตนาที่แท้จริง,  ซ่งเทียนเหวินกดเสียงให้ต่ำพอได้ยินเพียงสองคน   “ท่านแม่,  หลัวเอ๋อถูกกล่าวหาจนต้องโดนจับกุมตัวไป   หากเราขับไล่ไสส่งนางตอนนี้   คนทั่วไปจะเห็นพวกเราจวนหวู่อันเป็นอย่างไร”

ฮูหยินซ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย   จวนหวู่อันไม่ควรซ้ำเติมทอดทิ้งสะใภ้ผู้กำลังต้องชดใช้กรรมตอนนี้  ไม่ถูกหลักวิญญูชน

เบียดบังทรัพย์สินจากร้านของมู่หรงเสวี่ย,  ทางจวนหวู่อันก็มีส่วนได้ประโยชน์มาเป็นจำนวนมาก   หากตัดเยื่อใยกับมู่หรงหลัวตอนนี้,  นางอาจจะหมดความอดทนป่าวร้องขึ้นมาก็เป็นได้   คราวนี้ล่ะ,  ทั้งจวนหวู่อันต้องก้มหน้าไม่มีวันได้เงยกันเลย  “เรื่องหย่าขาดก็พักไว้ก่อน  รอให้นางกลับมายังจวนหวู่อันก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที”

“ขอบคุณ,  ท่านแม่”   หัวใจที่ไหวระรัวของมู่หรงหลัวสงบลง   นางทำท่าปลดปลง,  ถูกผู้คุมควบคุมตัวค่อยๆ เดินออกไปจากลานโล่งช้าๆ

มองดูนางค่อยๆ เดินจากออกไป   มู่หรงเสวี่ยติฉินในใจเงียบๆ   แม้มู่หรงหลัวจะดิ้นหลุดหรือไม่หลุดก็ตาม   ชื่อเสียงของนางก็ถูกทำลายย่อยยับไปแล้ว   ถึงแม้นางจะกลับมายังจวนหวู่อัน   ฮูหยินซ่งก็คงไม่มอบอำนาจบริหารจัดการจวนให้กับนางอีกต่อไป   ผู้ใหญ่ไม่รักใคร่  หมูหมากาไก่คนรับใช้บ่าวไพร่ก็จะดูถูกเหยียดหยามไม่ต่อหน้าก็ลับหลัง   วันคืนต่อไปในอนาคตของนางในจวนหวู่อันนั้น....คงจะมืดมนไม่เบา

เงาของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าปกคลุมบังแสงเหนือศีรษะของนางจนมิด   มู่หรงเสวี่ยได้สติขึ้นมาโดยทันที   นางเห็นซ่งเทียนเหวินยืนอยู่ตรงหน้านาง  บนใบหน้ามีรอยยิ้มขอลุแก่โทษ  “เยว่เอ๋อร์,  เสวี่ยเอ๋อ,  ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าจริงๆ   ท่านอาของเจ้าก็.....เอ่อ....ก็คงไม่มีแก่ใจจะสู้หน้าพวกเจ้า   เห็นแก่ว่าข้าเป็นอาเขยของพวกเจ้า   หากอาเขยสามารถทำอะไรเพื่อพวกเจ้าได้   ก็ให้บอกอาเขยมา  อาเขยจะช่วยเหลือพวกเจ้าทุกอย่างเอง!

มู่หรงเสวี่ยยิ้ม   ซ่งเทียนเหวินเป็นสามีของมู่หรงหลัว   มู่หรงหลัวทำอะไรไป,  ทำไมเขาจะไม่มีส่วนรู้เห็น?   ไปหลอกเด็กที่อื่น....ไป

“ตัวข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือใด   ตราบใดที่พวกท่านจวนหวู่อันไม่คิดตกเบ็ดหาเงินทองแสนสองแสนตำลึงจากพวกเราสองพี่น้อง   ก็เป็นบุญคุณอย่างสูงแล้ว”

ใบหน้ายิ้มเมตตาของซ่งเทียนเหวินแข็งค้างอยู่บนใบหน้าทันที  เขาเค้นเสียงหัวเราะเบาๆออกมาแล้วเอ่ยต่อว่า   “วันนี้แขกเหรื่อมากันมากมาย,  อาเขยไม่มีเวลา เชิญพวกเจ้าตามสบาย!

ตัวละครเอกก็ถูกควบคุมตัวไปแล้ว   เหตุการณ์กลับมาสงบราบเรียบปกติ   แขกเหรื่อที่มามุงก็ทยอยกันแยกย้าย   ทั้งบริเวณนั้นเหลือเพียงมู่หรงเยว่และมู่หรงเสวี่ยสองพี่น้องเท่านั้น


“ผู้อื่นจากไปกันหมดแล้ว  พี่,  พวกเรากลับจวนกันเถอะ”   มู่หรงเสวี่ยเอ่ยขึ้นมา  แต่ไร้การตอบสนองจากเด็กหนุ่ม   นางหันไปมองเห็นมู่หรงเยว่ยังอยู่ในท่านั่งยองท่าเดิม  ศีรษะก้มต่ำ  ไม่เคลื่อนไหว  ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่.................

....................................
จบบท


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น