วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 52 นี่มันตรรกะแบบไหนของท่าน (ดิบ)

“พี่, เป็นอะไรหรือไม่?”   มู่หรงเสวี่ยขยับเข้ามาใกล้   มองสำรวจมู่หรงเยว่ด้วยความสงสัย

มู่หรงเยว่เงยหน้าขึ้นเพียงนิดเดียว   ดวงตาของเด็กหนุ่มแดงระเรื่อราวกับกำลังร่ำไห้   ทันใดนั้น,  สองมือเขาก็เขย่าแขนมู่หรงเสวี่ยแล้วดึงตัวนางเข้าไปกอดไว้พร้อมกับหลุดถ้อยคำออกมาขาดเป็นห้วงๆ ว่า  “เสวี่ยเอ๋อ,....ข้าเคยคิดว่า....พวกเขาจริงใจกับข้ามาตลอด......”


แต่ความจริงที่แท้แล้ว,  เครือญาติที่โตไล่เลี่ยกันมากลับเรียกรับผลประโยชน์ในการคบหากับเขา    ล่อลวงเขาให้ค่อยๆตกต่ำ   ท่านอาที่มีท่าทีเอาใจใส่พูดจาอ่อนหวาน ,  กลับเป็นนางที่ทุ่มเททั้งกำลังคน   กำลังเงินและเวลาเพื่อกักเขาไว้ไม่ให้ก้าวหน้าไปไหน   คอยชักนำเขาเข้าหาอบายมุข    ผ่านมาตั้งสองปี,  ที่เขาอยู่ภายใต้แผนชักใยของผู้อื่นมาตลอด.....

หยดน้ำตาร้อนผ่าวตกกระทบถูกผิวเนื้อบริเวณต้นคอของมู่หรงเสวี่ย   มู่หรงเสวี่ยลังเลแล้วจึงค่อยขยับมือขึ้นตบปึ้กๆไปที่หลังของมู่หรงเยว่เพื่อเป็นการปลอบใจ   นางนั้นไม่เคยแนบชิดกับผู้ชายใกล้ขนาดนี้มาก่อน  แต่ครั้งนี้เพื่อเป็นการปลอบใจลูกนกที่กำลังเสียขวัญร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างมู่หรงเยว่จึงยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ   จะให้ผลักไสเขาออกก็ดูจะใจดำเกินไป!

มู่หรงเยว่แบกรับตำแหน่งผู้นำสกุลมู่หรง   เขาเป็นเพียงเด็กชายอายุสิบสี่ปีซ้ำยังกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เล็ก   เขาจึงต้องการความรัก   ความเอาใจใส่และมิตรภาพจากคนรอบข้าง   มู่หรงหลัวจึงใช้ซ่งชิงเหยียนเข้าหาเขา

“อย่าเศร้าไปหน่อยเลย   พี่ก็แค่ยังแยกแยะผู้คนไม่ค่อยออกก็แค่นั้น    ทีหน้าทีหลังก็ระมัดระวังเลือกเฟ้นคบหาเพื่อนสนิทที่จริงใจสักหน่อย   ไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับคนทรยศไม่กี่คนนั้นหรอก....”

มู่หรงเยว่พูดปนสะอึกสะอื้น    “ข้าไม่เคยทำอะไรให้พวกเขาเลย......ข้าเสียใจที่ไว้ใจคนผิด....ทำไมพวกเขาต้องทำเรื่องเลวร้ายกับข้าด้วย?”   ทั้งหลอกลวงทั้งโหดเหี้ยมไม่ไว้ไมตรีกันเลย

“เพราะว่าพวกเขาโลภอยากได้ใคร่มีของๆผู้อื่นน่ะซิ    การดำรงอยู่ของพี่มันขวางทางเขมือบของพวกเขา”    มู่หรงเสวี่ยพูดด้วยสายตากล้าแข็ง   อย่านึกว่านางไม่รู้   ตอนนี้ในหัวนางกำลังคิดว่าที่มู่หรงหลัวทำให้มู่หรงเยว่เสื่อมเสียจนกลายเป็นขยะเน่าๆ ชิ้นหนึ่งก็เพื่อจะกรุยถางทางให้ใครบางคนที่ยังอยู่ไกลถึงจิ้งโจวน่ะสิ

“พวกเราต้องถือว่าท่านย่ากับพวกไม่ใช่ญาติเกี่ยวกันทางสายเลือดกับพวกเรา    พี่นั่งกีดขวางทางของพวกเขา   ต่อให้พี่มีไมตรีแต่เขาก็จะลากพี่ลงโคลนอยู่ดี   ไม่มีเปลี่ยน”

มู่หรงเยว่น้ำตาคลอ  เขาเข้าใจดีถึงระบบใครแข็งแกร่งกว่าผู้นั้นอยู่รอด  จะเป็นใหญ่ได้ใจต้องเหี้ยม  แต่คาดไม่ถึงว่าต้องนำมาใช้กับคนกันเองที่คอยจ้องเล่นงานเขาอยู่เงียบๆ

บิดามารดาจากไปตั้งแต่เขายังเล็ก  มีย่าก็เหมือนไม่มี   มีอาก็จ้องจะทำร้ายคิดฉ้อโกง   มีแต่น้องสาวเท่านั้นที่ปรารถนาดีทุ่มเทช่วยเหลือเขา   เขายังโชคดีที่ยังมีเสวี่ยเอ๋อร์......

หางตาเหลือบไปเห็นสีขาวแว่บๆ   มู่หรงเสวี่ยอ้าปากไม่ทันจะร้องทักพลันรู้สึกถึงแรงกระชากที่เอวบาง   เพียงพริบตาเดียวร่างของนางก็แยกห่างจากออกมาจากจุดเดิมถึงจั้งสองจั้ง   ยังคงเหลือมู่หรงเยว่ที่ยืนเดียวดาย  ณ จุดเดิม

ตามมาด้วยกลิ่นกายประจำตัวของชายหนุ่ม  เบื้องหน้าที่ปรากฏแก่สายตานางก็คือ  ใบหน้าหล่อเหลาโดดเด่นของซื่อจื่อหนุ่ม   นางชักสีหน้าขมวดคิ้ว  “ฝ่าบาทโอวหยาง,  ท่านมาทำอะไรที่นี่?”

“ชายหญิงแตกต่างไม่ควรใกล้ชิดสนิทสนม”    โอวหยางเส่าเฉินพูดเน้นหนักทีละคำ

มู่หรงเสวี่ยกลอกตาขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน   แล้วพูดย้ำกลับไปทีละคำชัดเจนเช่นกันว่า   “เขาเป็นพี่ชายแท้ๆของข้า!

“พี่ชายเจ้าแล้วอย่างไร,  เขาก็เป็นบุรุษผู้หนึ่งอยู่ดี  เกินเจ็ดขวบขึ้นไปชายหญิงก็นับว่าแตกต่างกันแล้ว   เจ้าลืมไปแล้วเหรอว่าเขาอายุปาเข้าไปสิบสี่ปีแล้ว, ใช่หรือไม่?”   โอวหยางเส่าเฉินตวัดสายตาถามนางทำท่าเหมือนนางเป็นเด็กสาวที่โง่เขลา

ตรรกะของข้า คือสิ่งที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว

มู่หรงเสวี่ยอ้าปากค้างกับเหตุผลที่เขาให้มา   “..........”

“พี่ชายข้าถูกใส่ร้าย  กำลังเสียใจอยู่และข้ากำลังปลอบเขา......”

“ปลอบใจมีหลายวิธีแต่เจ้ากลับเลือกใช้วิธีที่ไม่เข้าท่าที่สุด,  ไร้ประโยชน์ที่สุด....”   โอวหยางเส่าเฉินจ้องหน้านาง   สายตายังกล่าวหานางไม่เลิก

ใบหน้าเฉิดฉันท์ของสาวน้อยเริ่มมีสีหน้าทะมึน  นางกัดฟันเรียกชื่อเขาอย่างข่มกลั้นอารมณ์ทีละคำ  “ฝ่าบาทโอวหยาง......”

เจอหน้านางทีไร,   เขาพูดโต้มาแต่ละคำไร้รูปแบบ ไร้ตรรกะ บางครั้งก็ไร้ยางอาย ทำเอานางพูดอะไรไม่ออก   โอวหยางเส่าเฉินช่างปากกล้าหน้าตายไม่อายฟ้าดินจริงๆ

มู่หรงเยว่ยังปักหลัก ณ จุดเดิม   ดวงตามองดูท่าทีสนิทสนมของหนุ่มสาวตรงหน้า   ไร้ความสนใจในสรรพสิ่งอื่นรอบตัว  เขามองอย่างตื่นตะลึงไปยังมู่หรงเสวี่ยและโอวหยางเส่าเฉิน   หยดน้ำตาที่ไหลเมื่อครู่ก็แห้งสนิท มีคาอยู่บ้างที่ขนตายาวของเด็กหนุ่ม:  เสวี่ยเอ๋อร์กับซื่อจื่อโอวหยาง....รู้จักสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่?”

รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมอง,   โอวหยางเส่าเฉินจึงหันความสนใจกลับไป  เขาใช้ดวงตาดำสนิทคมกริบประดุจพญาอินทรีแห่งท้องฟ้า,  เพียงมองผู้ใดก็แทบจะทะลุปักฉึ่กไปถึงหัวใจ,  มองกลับไป   ร่างเล็กกว่าของมู่หรงเยว่ก็อดสั่นสะท้านไม่ได้   เด็กหนุ่มก้มห้วลง   ดวงตากระพริบถี่ๆด้วยความอึดอัดกังวลแล้วเอ่ยขอตัวออกมาว่า  “เสวี่ยเอ๋อร์, เจ้าคุยกับซื่อจื่อไป....ข้าจะแยกกลับไปที่จวนก่อน”

“พี่พวกเรากลับด้วยกัน!”   มู่หรงเสวี่ยมายังจวนหวู่อันเพื่อจะช่วยมู่หรงเยว่   เมื่อเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว   ตัวนางเองก็ต้องการกลับไปทำธุระต่อที่จวนเช่นกัน  ไม่ต้องการอยู่ร่วมงานเลี้ยงวันเกิดอีก

เห็นมู่หรงเยว่เดินจ้ำอย่างเร็วไม่คิดจะเหลียวหลัง   มู่หรงเสวี่ยสะบัดตัวให้หลุดจากทั้งมือทั้งอ้อมแขนที่รวบกุมเอวนางไว้   กะจะขยับตรงไปข้างหน้าไม่อยากจะถูกโอวหยางเส่าเฉินสวมกอดไว้อีก   เอวเล็กอ้อนแอ้นของนางกลับถูกเขาดึงเข้าไปประทับรัดแน่นกว่าเดิม  “ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าสักหน่อย!

“เรื่องอะไรมิทราบ?”   มู่หรงเสวี่ยทำทีหยุดดิ้นรนชั่วคราว   นางเหลียวไปมองทางมู่หรงเยว่  เห็นเขาทำท่าละล้าละลังจะรอนางดีไม่รอนางดี   จนกระทั่งสุดท้ายเขาตัดสินใจเร่งฝีเท้าออกวิ่งลับหายไปจากสายตา

มู่หรงเสวี่ยนิ่งมอง    นางค้อนตามมู่หรงเยว่ตาคว่ำ:   มู่หรงเยว่,  พี่ถึงกับพุ่งตัวออกวิ่งเพื่อจากไปโดยไวเชียวหรือ???

“เจ้าจะออกเดินทางไปอวี้ชานเมื่อไหร่?”  เสียงถามดังใกล้หูทำให้มู่หรงเสวี่ยได้สติ  “อีกสองสามวันอุปกรณ์ข้าวของจำเป็นในการปีนเขาข้าต้องเตรียมให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน  ท่านเพียงแค่ไปรอข้าที่จุดนัดพบ?   จัดของอีกสองสามอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าก็พร้อมออกเดินทางได้,  แล้วอยู่ๆ ทำไมท่านถึงได้ถามข้าล่ะ?”

โอวหยางเส่าเฉินนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า   “อีกสองสามวัน, ข้าติดธุระบางเรื่องไม่สามารถไปตามที่นัดไว้ได้”

“ไม่เป็นไร,  ท่านเพียงบอกตำแหน่งของทุ่งหญ้าหยางเถ่าก็พอแล้ว”   มู่หรงเสวี่ยยิ้ม   ตอนแรกนางก็กะจะไปเก็บหญ้าเพียงลำพังอยู่แล้ว  ไม่คิดจะให้โอวหยางเส่าเฉินติดสอยห้อยตามไปด้วย

มองดูสีหน้ายิ้มย่องผ่องใสของนางแล้ว  ใบหน้าหล่อเหลาของโอวหยางเส่าเฉินก็บึ้งตึงเล็กน้อย   ไฉนพอได้ยินว่าเขาไปเป็นเพื่อนนางไม่ได้.... ดูนางมีความสุขเหลือเกิน!

“ฝ่าบาทโอวหยาง!”  เสียงอ่อนหวานไพเราะของสตรีผู้หนึ่งดังเข้าสู่โสตประสาทของคนทั้งสอง,  มู่หรงเสวี่ยหันไปมองที่มาของเสียง    ก็พบกับซูหนานเซียงที่กำลังยืนอยู่ด้านหน้าของลานสวนแห่งนั้น   วันนี้นางมาในชุดกระโปรงสีแดงคอปาดกว้างเผยให้เห็นผิวนวลเนียนตรงช่วงบนเพียงเล็กน้อย   ประโปรงปักประดับด้วยวัสดุบางอย่างที่ทอประกายระยิบระยับล้อเล่นกับแสงธรรมชาติดูงดงามหรูหรา

ดวงตาของนางพิสุทธิ์ใสปนแววเขินอายที่ได้พบบุรุษที่แอบหมายปอง   ตุ้มหูประดับมุกราตรีแกว่งไกวตามจังหวะหายใจที่ตื่นเต้นของนาง

“มีเรื่องใดหรือ?”   โอวหยางเส่าเฉินพูดด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ  กระชับแขนให้แน่นขึ้นอีก  แต่มู่หรงเสวี่ยใช้ความปราดเปรียวของร่างเล็กไถลหลุดออกจากวงแขนของเขาเสียก่อน   ซูหนานเซียงเพียงเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกันก็บังเกิดเสียงดังโครม   แล้วร่างเล็กก็ต้องยืนเกาะเกี่ยวกับกรอบประตูเอาไว้แน่นเพื่อพยุงร่างไม่ให้ล้ม  สีหน้าบนใบหน้าดวงน้อยนั้นพลันซีดเผือด

นางคาดเดาเอาไว้ว่า   ฝ่าบาทโอวหยางที่มาร่วมงานนี้เป็นผู้ไม่ชอบสถานที่วุ่นวาย   ต้องการความเงียบสงบ    คงจะเดินแยกตัวมาผู้เดียว    ไม่คาดคิดว่า,  เขาจะมาอยู่ที่นี่กับมู่หรงเสวี่ย!

มู่หรงเสวี่ย,  ทำไมต้องเป็นนางด้วย!

ดวงตาของซูหนานเซียงมีประกายคมกริบวาบขึ้น  มือของนางจิกแน่นอยู่ภายใต้ชายแขนเสื้องดงามนั้น

มู่หรงเสวี่ยกระพริบตา  มาอีกแล้วกิริยาอาการเช่นนี้, นี่ซูหนานเซียงเหม็นขี้หน้านางด้วยหรอกหรือ?


“หนานเซียง,  ข้าตามหาเจ้าตั้งนาน  ไม่คิดว่าเจ้าจะมาอยู่ที่นี่!”   เสียงบุรุษนุ่มนวลเจือด้วยเสียงหัวเราะดังเข้ามา พร้อมกับร่างผอมบางที่เดินเข้ามาในบริเวณนั้นอย่างช้าๆ......


.....................................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น