งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 53 แผนพัฒนาอุทกภัย (ดิบ)

ชายหนุ่มตรงหน้าก็คือองค์ชายสี่ เย่วเทียนฉี    เขาสวมใส่อาภรณ์ปักประดับลวดลายตามคอเสื้อและข้อมือด้วยไหมเงินชั้นเลิศ    ที่เอวคาดเข็มขัดประดับประดาด้วยหินมีค่า   ที่เอวด้านขวาห้อยพู่หยกสีเขียวสลักเป็นลวดลายเมฆา    ทั่วร่างเปล่งประกายไปด้วยบารมีสูงส่ง

“คารวะองค์ชายสี่!”    ซูหนานเซียงย่อตัวถวายความเคารพ   ยามเมื่อนางย่อกาย,  ชายกระโปรงสีแดงก็แผ่บานออกงดงามดั่งกลีบดอกซิ่งทอดนิ่งอยู่บนพื้น   ส่งเสริมให้นางงดงามดั่งราชินีของมวลบุปผา   ดวงตาขององค์ชายสี่จับจ้องมองนางตรึงตราในใจพลางแย้มยิ้มกล่าวว่า   “หนานเซียงไม่ต้องมากพิธีหรอก   พวกเขาต่างไปรวมกันที่โถงงานเลี้ยงแล้ว   เจ้าทำไมถึงยังอยู่ที่นี่?”

“ที่งานเลี้ยงค่อนข้างน่าเบื่อ   ข้าก็เลยเดินออกมา   บังเอิญพบปะกับสหายสองท่าน”     ซูหนานเซียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน    สีหน้าสำนึกผิดเล็กน้อย    ยามสาวงามทำสีหน้าและน้ำเสียงเช่นนี้พร้อมกัน   ก็ยากนักที่จะมีชายใดต้านทานมิหวั่นไหวได้,  ยกเว้นเสียแต่ชายผู้หนึ่งที่กำลังยืนเด่นอยู่ที่กลางลานโล่ง.......

เย่วเทียนฉีลดสายตาลงไปมองจึงเห็นโอวหยางเส่าเฉิน    ชายหนุ่มยืนเด่นเป็นสง่าอยู่กลางลาน,   ทั่วทั้งร่างเปล่งรัศมีผ่องใสราวกับหินหยกเลอค่า  ยืนอยู่เคียงข้างร่างของชายหนุ่ม, ปรากฏร่างของสาวน้อย,  มู่หรงเสวี่ย      นางสวมใส่กระโปรงชุด   ใบหน้าอ่อนหวานนั้นเห็นเด่นกระจ่างถนัดตา    ดวงตาสีดำสนิทส่องประกายแวววาวเปล่งประกายหวานสดใส     ในขณะเดียวกันสีดำในดวงตาก็นิ่งสงบจนมิอาจอ่านความรู้สึกออก   เมื่อแสงอาทิตย์สาดแสงมาแต่งแต้มคนทั้งสอง   ก็ปรากฏภาพของคู่ชายหญิงงามล้ำที่ส่งเสริมกันและกันอย่างลงตัว 
สายตาของเย่วเทียนฉีตะลึงมองอยู่เป็นครู่กว่าจะได้สติ   องค์ชายยิ้มกลับไปพร้อมกับเอ่ยทักว่า  “เส่าเฉิน, คุณหนูมู่หรง,  พวกเจ้าก็มาร่วมงานเลี้ยงด้วย?”

“ข้าแค่มาทำธุระ  มิได้มาร่วมงานฉลอง!”   มู่หรงเสวี่ยตอบเสียงสุภาพ   เจ้าของร่างเดิมนี้มิได้สนิทสนมกับองค์ชายสี่ผู้นี้     ทราบเพียงว่าองค์ชายผู้ยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นผู้นี้เป็นองค์ชายที่องค์ฮ่องเต้โปรดปรานมาก    ตัวนางเองก็ไม่มีความประสงค์จะพูดจามากมายกับองค์ชายสี่สักเท่าไหร่

“องค์ชายสี่มาเพื่อเป็นเกียรติแก่ขุนนางซ่ง   แต่ท่านกลับยังไม่เข้าไปร่วมในงานเลี้ยงเช่นกัน”   โอวหยางเส่าเฉินทัก   จวนหวู่อันได้เลื่อนขึ้นเป็นขุนนางระดับสอง  มีความแข็งแกร่งสมควรดึงเข้ามาหนุนหลังฐานกำลังของเหล่าองค์ชายได้

“ข้าเดินตามหาหนานเซียง   ว่าจะถามอาการของฮูหยินสักหน่อย”   เย่วเทียนฉียังคงยิ้มสดใสราวกับสายลมแห่งคืนวสันต์

ท่านราชครูซูเป็นพระอาจารย์ของเหล่าเชื้อพระวงศ์   ตัวองค์ชายสี่กับซูหนานเซียงก็รู้จักคุ้นเคยกันดีมาตั้งแต่เยาว์วัย   เขาเรียกขานชื่อของซูหนานเซียงอย่างสนิทสนมแม้กระทั่งยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่น

ตัวราชครูซูเองรับใช้องค์ฮ่องเต้มาอย่างเต็มที่    พอยามแก่เฒ่า,  สุขภาพก็เริ่มอ่อนแอ   โรคภัยก็เริ่มถามหา  จึงเร้นกายหยุดพักรักษาตัวอยู่แต่ในจวน    แทบจะไม่ยอมรับแขกที่มาเยี่ยมเยียน

โอวหยางเส่าเฉินหรี่ตา   “เจ้าคงอยากจะปรึกษาถามความเห็นเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่เขตหลิงหนาน,  ใช่หรือไม่?

“อืมม์”   เย่วเทียนฉีพยักหน้า   “เขตหลิงหนานตอนนี้เจอฝนหนักติดต่อกันนานถึงสิบสี่วันแล้วก็ยังไม่หยุดตก   ประชาชนกึ่งหนึ่งประสบอุทกภัย   มีคนมากมายไร้ที่อยู่และกำลังมุ่งอพยพมาทางใต้   เขตหลิงหนานอาจจะไม่เพียงเผชิญกับน้ำท่วมแต่เขตติดกันของด้านใต้ของหลิงหนานก็อาจจะประสบปัญหาในไม่ช้า....”

แดนกังหนำเป็นพื้นที่ๆอุดมสมบูรณ์ของแคว้นเลยก็ว่าได้   สามสิบจากร้อยส่วนของรายได้ของแคว้นก็มาจากพื้นที่ส่วนนี้   หากเขตนี้ประสบอุทกภัยย่อมนำมาซึ่งการบั่นทอนรายได้   ต้องเสียงบประมาณในการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่รวมทั้งต้องดูแลเหล่าราษฎรที่ประสบภัยนับแสนๆคน   ปัญหาซับซ้อนต่อเนื่องอีกมาก......

เมื่อไม่นานมานี้,   เหล่าขุนนางนำปัญหาขึ้นทูลเกล้าถวายรายงานต่อองค์ฮ่องเต้    ลำดับต่อมา,  ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเรียกตัวขุนนางใหญ่ฝ่ายต่างๆเข้าปรึกษาในห้องทรงพระอักษรต่อเป็นเวลาสองวันติดๆกัน   แต่ก็ยังไม่พบวิธีแก้ปัญหาที่เข้าที

ดวงตาของซูหนานเซียงผู้เป็นหลานสาวคนโปรดของท่านราชครูเปล่งประกาย    “ท่านปู่สุขภาพไม่แข็งแรง   ช่วงนี้ได้แต่พักผ่อนอยู่บนเตียง   เกรงว่าจะไม่มีเรี่ยวแรงชี้แนะองค์ชายสี่   แต่ตัวข้าเองใคร่อยากจะเสนอข้อชี้แนะ   ไม่ทราบว่าองค์ชายสี่รังเกียจหรือไม่?”

เย่วเทียนฉีทำท่าสนใจ  “ข้อชี้แนะเป็นเช่นไรเล่า.....เจ้าว่ามาเถิด.....”

ซูหนานเซียงยิ้มแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟังว่า    “จะป้องกันฝนใต้มิให้ก่อปัญหาน้ำท่วมเพียงแค่เราจัดการสร้างเขื่อนขึ้น.....”

สร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาน่ะเหรอ?    เย่วเทียนฉีมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย   แต่พยายามไม่แสดงอาการอะไรออกมาเพียงแค่แสดงท่าทีตั้งอกตั้งใจฟังซูหนานเซียงต่อไป   “พื้นที่หลิงหนานส่วนใหญ่เป็นดินดำอ่อนนุ่ม  ไม่สามารถหยุดยั้งปริมาณน้ำจำนวนมากได้  เราเพียงออกคำสั่งให้แรงงานขนส่งหินที่ขึ้นรูปเป็นก้อนๆ ขัดจนเรียบลื่นแล้วนำมาก่อนสร้างตัวเขื่อนที่ว่า   เขื่อนนี้จะแข็งแรง...น้ำมากแค่ไหนก็ไม่สามารถไหลบ่าผ่านไปได้”

“ก็ฟังดูเข้าที”   เย่วเทียนฉีพยักหน้า   รอยขมวดคิ้วเล็กน้อยนั้นก็ยังมิคลาย   “แต่ทว่า...ปริมาณน้ำฝนของหลิงหนานมากมายเหลือคณานัก   เกรงว่าหากจะสร้างเขื่อนรองรับน้ำฝนคงต้องสูงเป็นสิบๆจั้งถึงจะพอเพียง.....”   หากขืนสร้างเขื่อนสูงขนาดนั้นคงต้องสิ้นเปลืองแรงงานคนและเงินในคลังอย่างมิอาจประเมินได้

“ที่ใกล้ๆ....ไม่ใช่ว่ามีค่ายทหาร,   ก็ให้ส่งกำลังทหารจากค่ายมาช่วยก่อสร้างเขื่อนชั่วคราวไปก่อน”  ใบหน้าของซูหนานเซียงประดับเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้ม  เหล่าทหารล้วนร่ำเรียนวรยุทธ์มา  มีพละกำลังและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว   ให้ทหารมาสร้างเขื่อนให้ควรจะใช้เวลาเสร็จเร็วกว่าใช้ชาวบ้านธรรมดา

“แล้วก็ให้พวกขุนนาง, พ่อค้า, ผู้มีอันจะกินในเมืองหลวงช่วยกันบริจาคทรัพย์สินข้าวของเพื่อช่วยเหลือในการสร้างเขื่อน   แค่นี้ท่านก็แก้ปัญหาให้เขตหลิงหนานได้แล้ว”

“ความคิดนี้.....ถือว่าดี!”   เย่วเทียนฉีชมเชยด้วยสีหน้าฝาดเฝื่อน   แต่ถ้าหากขืนเรียกบริจาคจำนวนมหาศาลเช่นนั้นอาจจะสร้างความไม่พอใจในวงกว้างได้มิใช่หรือ?

“องค์ชายสี่กล่าวชมเชยเกินไปแล้ว!”   ซูหนานเซียงยิ้มละมัย   เงยหน้าขึ้นมองเย่วเทียนฉี   แต่แล้วก็ให้ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเขาหลุบสายตาลงไม่ได้สบตา   ไม่สามารถอ่านความรู้สึกของเขาได้แต่กลับสัมผัสได้ว่าชายหนุ่มมิได้ปลื้มปิติสักเท่าไหร่

พอมองไปยังซื่อจื่อโอวหยางเส่าเฉิน   เห็นเพียงสายตาของชายหนุ่มยังนิ่งสนิทไม่มีความรู้สึกใดราวกับว่าไม่ได้ยินแผนการณ์แก้ปัญหาอันชาญฉลาดของนาง

แผนแก้ปัญหาน้ำท่วมของนางผิดพลาดตรงที่ใด   ซูหนานเซียงรู้สึกฉงนฉงาย   นางมองไปยังมู่หรงเสวี่ย   “แม่นางมู่หรง,  เจ้ามีความเห็นเป็นเช่นไร?”

มู่หรงเสวี่ยตอบเอื่อยๆ    “เกือบจะดี!

มันเป็นแผนการชั่วคราว  ที่ดีในจินตนาการแต่ยากจะปฎิบัติ   แผนนี้สิ้นเปลืองแรงงานมากเกินไป   โอวหยางเส่าเฉินและเย่วเทียนฉีฟังปุ้บก็รู้ถึงจุดอ่อนของแผนนี้  จึงไม่คล้อยตามซูหนานเซียง

ซูหนานเซียงมีท่าทางหงุดหงิดหัวเสียขึ้นมาทันที   “แม่นางมู่หรงไม่ชอบแผนของข้าเช่นนี้   เจ้าคงมีวิธีอื่นที่ดีกว่ากระมัง   ช่วยกล่าวออกมาเพื่อเปิดหูเปิดตาข้าได้หรือไม่?”

โอวหยางเส่าเฉินและเย่วเทียนฉีนั้นนับเป็นข้อยกเว้นสำหรับซูหนานเซียง   เพราะอย่างไรพวกเขาทั้งสองต่างก็ผ่านโลกมามาก   ล้วนเป็นคนหนุ่มมีประสบการณ์คาดว่าจะมีเหตุผลเห็นต่าง   แต่สำหรับมู่หรงเสวี่ยที่เป็นเพียงคุณหนูขี้โรคอยู่แต่ในห้องหอนั้น,  กลับกระทำการกล้าบังอาจมาเห็นต่างกับนาง   เท่ากับดูถูกความคิดของนาง   ทั้งๆที่ตนเองก็คิดอะไรออกมาไม่ได้    สบโอกาสครั้งนี้ถือโอกาสให้ชายหนุ่มที่หมายปองรู้ถึงระดับสติปัญญาอันต่ำต้อยของสตรีที่อยู่ตรงหน้าไปพร้อมกันเสียเลย

มู่หรงเสวี่ยมองทะลุว่าเย่วเทียนฉีไม่ค่อยจะเห็นดีเห็นงามด้วยกับแผนของซูหนานเซียงเพราะว่าแผนมีช่องโหว่มากไปหน่อยยากจะปฎิบัติ   อาจจะดูสวยงามหรูหราแต่หากนำไปปฎิบัติแล้วล่ะก็คงจะต้องพบกับอุปสรรคมากมาย   ซูหนานเซียงแทนที่พอจะรู้ตัวแล้วว่าแผนมีข้อบกพร่อง   กลับไม่รีบคิดแก้ไขกลับนำมาหาเรื่องนางซะนี่   ไม่มีปัญหา,  หากอยากฟังวิธีการแก้ไขน้ำท่วมของนาง....นางก็จะขยายความให้ฟัง

“ฝนตกหนักจนท่วม   ไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำแต่ใช้หนทางที่ง่ายดายกว่าก็ทำได้   ข้าจำได้ว่า....มีเทือกเขาลงมาทางตอนใต้ของหลิงหนาน    หากให้คนขุดช่องทางระบายน้ำไปกักเก็บยังแนวเขาเหล่านี้ซึ่งโดยลักษณะก็มีพื้นที่ล้อมรอบเป็นแอ่งกระทะอยู่แล้ว   ทำให้เกิดแหล่งกักเก็บน้ำโดยธรรมชาติ   ก็สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมเขตหลิงหนานไปได้”

“ผู้คนในเขตเทือกเขาของหลิงหนานล้วนคุ้นเคยกับการเจาะทะลวงก้อนหินเล็กใหญ่เป็นอย่างดี    เพียงให้ทางการจัดจ้างพวกเขาให้ทำการขุดเจาะทางระบายน้ำแล้วมอบค่าจ้างให้เขาได้ใช้เลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่สุขสบายได้     ส่วนพวกเด็ก,  สตรีและคนชราที่ตกยากไร้ผู้นำครอบครัวก็ให้รับปันส่วนอาหารจากหลวง    ทำเช่นนี้จะประหยัดเงินงบแจกจ่ายอาหารได้หลายส่วน   และหากได้รับการบริจาคเพิ่มเติมจากพวกผู้มีอันจะกินทั้งหลาย....ไม่ต้องทั้งหมดก็จะช่วยไปได้มาก”


“ดีๆๆ  เยี่ยมมาก  เยี่ยมจริงๆ!”   เย่วเทียนฉีปรบมือชื่นชมเต็มที่   ดวงตาเป็นประกายเจิดจ้าจ้องมายังมู่หรงเสวี่ย


...........................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น