วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 54 ของพระราชทาน (ดิบ)

“วิธีของคุณหนูมู่หรงช่างยอดเยี่ยม!”   ใช้รับมือได้จริงกับสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้   เป็นแผนการที่วิเศษมาก


“องค์ชายสี่ชื่นชมเกินไปแล้ว!”    มู่หรงเสวี่ยยิ้มกลับ    พลันใบหน้าของเด็กสาวก็เบิกบาน  เผยความงามราวกับบุปผาผลิแย้มให้ได้ชื่นชมตรงหน้า

ซูหนานเซียงก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนดวงตาร้อนแรงด้วยไฟริษยา   มือของนางกำแน่นเป็นกำปั้น   นางไม่คิดไม่ฝันมาก่อนเลย   แต่ก็ต้องยอมรับในความเป็นจริงว่า แผนของมู่หรงเสวี่ยปฎิบัติได้จริง ไร้ซึ่งจุดบกพร่อง   สภาพภูมิอากาศเดิมของเขตหลิงหนานคือมีฝนตกชุกทีละมากๆ   ภัยพิบัติจากน้ำท่วมเกิดขึ้นเป็นประจำ  การแก้ปัญหาของนางยังถี่ถ้วนคำนึงถึงความเป็นไปได้มากกว่านางอยู่ขั้น......

“หากข้านำแผนงานของคุณหนูมู่หรงเข้าไปถวายรายงานแก่เสด็จพ่อ,  คุณหนูคงไม่แคล้วได้รางวัลปูนบำเหน็จจากเสด็จพ่อเป็นแน่!”   เย่วเทียนฉีมองจ้องมู่หรงเสวี่ยด้วยความชื่นชมแล้วกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะผละจากลานโล่งตรงนั้นไป

หากไม่เห็นกับตา,  ซูเซียงหนานก็แทบไม่อยากจะเชื่อ  นางทำสายตาเหมือนรู้ทันมองมู่หรงเสวี่ยซ้ำยังถามออกไปว่า   “เป็นความคิดที่เยี่ยมยอด, ขอถามหน่อยแม่นางมู่หรงคิดเองหรือ?”

“แล้วแม่นางซูคิดว่าเช่นไรล่ะ?”   มุมปากของมู่หรงเสวี่ยยกขึ้นเล็กน้อย

“แม่นางมู่หรงจะคิดวิธีที่ชาญฉลาดนี้ออกได้ด้วยตนเองอย่างไร?”   ซูหนานเซียงกล่าวต่อ   สายตาจับจ้องสังเกตสีหน้าของมู่หรงเสวี่ยไม่กระพริบ

“ตอนที่ข้ายังเด็ก,   ข้าเคยมองคนสวนในจวนผู้หนึ่งทำงาน   เห็นเขาขุดทำร่องน้ำตื้นๆทำให้น้ำที่ขังอยู่บนพื้นไหลลงในสระน้ำที่ติดกับสวน  เลยคิดขึ้นมาได้”   มู่หรงเสวี่ยพูดโดยนางดัดแปลงหลักการรับมือกับน้ำท่วมในยุคปัจจุบันของนาง   แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับการจัดการน้ำท่วมในสมัยโบราณ

“ที่เจ้าเล่ามาเป็นความจริงกระนั้นหรือ?”  ซูหนานเซียงทำท่าไม่เชื่อ

“จะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจเจ้า   แต่ว่าตอนนี้มันสายแล้ว,  ข้าต้องกลับจวนก่อน  ขอตัว”   มู่หรงเสวี่ยขี้เกียจเจรจากับซูหนานเซียงต่อ จึงดันตัวนางที่ขวางทางออก

ซูหนานเซียงไม่ได้ระวังตัว   พอถูกมู่หรงเสวี่ยดันเข้าหน่อยก็เสียหลักถอยหลังไปสองก้าว   พอหยั่งเท้าได้มั่นคงดีแล้ว,  นางก็เห็นร่างสูงสง่าของซื่อจื่อโอวหยางเส่าเฉินกำลังเดินผ่านนางออกไปโดยไม่ได้เหลือบแลสายตามามองนางเลย

รู้สึกหวาดหวั่นเกรงจะพ่ายแพ้   นางมองตามร่างของมู่หรงเสวี่ยที่หายลับไปจากสายตาแล้ว   ดวงตาของนางแวววามด้วยความโกรธ   กะแค่โชคดีจับแพะชนแกะมาผสมหยิบยืมความรู้จากที่เห็นจากบ่าวไพร่แล้วนำมาตอบ,  มันจะวิเศษวิโสตรงไหน?   ข้าขอสาปแช่งให้องค์ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมของนางแล้วไม่สนใจ  ไม่เห็นด้วย, เช่นนั้นความโกรธของนางจึงจะทุเลาเบาบางลง

.............................

หนึ่งชั่วยามผ่านไป,   มีกงกงท่านหนึ่งมายังจวนสกุลมู่หรงพร้อมอัญเชิญพระราชโองการมาด้วย   “ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่ง  คุณหนูมู่หรงเสวี่ยแห่งจวนสกุลมู่หรงมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด   ความคิดเฉียบแหลม   คิดหาหนทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ทำให้พระองค์กังวลมานาน   ทำให้ทุกข์ภัยของประชาราษฎร์ผ่อนคลาย  จึงปูนบำเหน็จรางวัลทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้ให้   รับราชโองการ!

“ขอพระองค์อายุยืนหมื่นๆปี หมื่นๆปี!”   มู่หรงเสวี่ยคุกเข่าโขกศีรษะแล้วลุกขึ้น

จ้าวกงกงส่งมอบพระราชโองการให้แก่มู่หรงเสวี่ย   แล้วชี้ไปยังเบื้องหลังของเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม   “ยินดีด้วย, คุณหนูมู่หรง   องค์ฮ่องเต้ทรงมอบรางวัลมาให้กับท่าน”

มู่หรงเสวี่ยมองไปเห็นข้าหลวงนางในประมาณสิบสองนาง  ยืนเข้าแถวตั้งเป็นขบวนยาวออกไปราวหนึ่งจั้งกว่า   แต่ละนางมีถาดข้าวของอยู่ในมือ  มีทั้งถาดทองคำ ถามเพชรนิลจินดา  ถาดผ้าไหมล้ำค่า  ทุกอย่างดูแวววาว  ระยิบระยับ ขึ้นเงามันไปทุกถาดจนตาพร่า

ข้าวของมากมายเหลือเกิน   องค์ฮ่องเต้ทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวาง  “ขอบพระทัยองค์ฮ่องเต้!
“กงกงต้องเหน็ดเหนื่อย  เชิญท่านพักดื่มน้ำชาและขนมก่อน”   มู่หรงเสวี่ยกล่าวต้อนรับด้วยรอยยิ้ม   นางยื่นส่งซองแดงให้กับกงกง   จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้สาวใช้ของนางตรวจรับข้าวของพระราชทาน

จ้าวกงกงรับซองแดงมาเก็บเข้าแขนเสื้อ   เขาส่งยิ้มกว้างขว้างแสดงความยินดี  “คุณหนูมู่หรงไม่ต้องเกรงใจ   แต่ข้าคงต้องขอตัวกลับไปที่วังก่อน   ยังมีงานการต้องจัดการอีกมากมิอาจชักช้า  ข้าคงต้องลา”

“ถ้าเช่นนั้น.....เด็กๆส่งท่านกงกง!”   มองส่งตามหลังของจ้าวกงกงออกไป   มู่หรงเสวี่ยก็นั่งยิ้มอย่างอารมณ์ดี   จริงอยู่นางในตอนนี้ไม่ขัดสนเรื่องเงินแล้ว   แต่หากมีเงินมากอีกสักหน่อยก็ไม่มีมนุษย์หน้าไหนคิดรังเกียจหรอก

ตู้ฮูหยินที่ออกมารับพระราชโองการด้วยนั่งมองรายการของขวัญยาวเหยียดซึ่งหากวางกองไว้ก็คงกินพื้นที่ลานโล่งส่วนหน้าถึงกึ่งหนึ่ง   สีหน้าของฮูหยินเฒ่าไม่ค่อยจะปลาบปลื้มเท่าไหร่   นางผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา   โชควาสนาดวงการเงินของมู่หรงเสวี่ยไม่ควรจะใหญ่โตเกินไปกว่านี้   รางวัลที่ได้ก็ควรจะหารแบ่งครึ่งถึงจะถูก   ไม่ให้นางมีสิทธิ์ได้ไปเพียงผู้เดียวเช่นนี้

“องค์ฮ่องเต้มอบรางวัลแก่จวนสกุลมู่หรง   ต้องเอาไปเก็บยังห้องสมบัติส่วนกลางของจวน   นำของทั้งหมดไปยังจวนอวี้ถางเดี๋ยวนี้”

ฮูหยินเฒ่านี้อะไรกัน   เป็นปีศาจหมูอวตารมาจากไหน  โลภเรื่องเงินทองไม่สิ้นสุด  ขนาดของพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ยังไม่ละเว้น  

มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้วน้อยๆของนางมองไปยังตู้ฮูหยิน   “ท่านย่า,   เขียนชัดเจนอยู่ในพระราชโองการตรงนี้ว่า   องค์ฮ่องเต้ตั้งใจมอบของพระราชทานเหล่านี้เป็นรางวัลแก่ข้า   ไม่ได้มอบให้จวนมู่หรง   หากท่านหูตึงฟังไม่ชัดก็ไม่เป็นไร   ราชโองการอยู่ที่นี่  เชิญท่านตรวจดูเอาเอง!” 

มู่หรงเสวี่ยกางพระราชโองการออก แล้วยื่นไปตรงหน้าของตู้ฮูหยิน   นางยิ้มบางๆแล้วพูดว่า   “สายตาของท่านยังคงดีอยู่   มิได้มัวบอด คงจะพออ่านหนังสือที่เขียนไว้บนสิ่งนี้ออกกระมัง”
ตู้ฮูหยินโกรธจนหน้าแดง   นางเม้มริมฝีปากอยู่นานก็ยังคิดหาเหตุมาแบ่งของพระราชทานไม่ออก   สายตามองถ้วยน้ำชาบนโต๊ะแล้วจู่ๆ ดวงตานางก็เปล่งประกายออกมา  “มู่หรงเสวี่ย,  ข้าชักจะสงสัยวิธีแก้ไขน้ำท่วมนั้นใช้ได้จริงเหรอ?”

มู่หรงเจียน,  บุตรชายต้องระเห็จไปอยู่ที่จิ้งโจวนานถึงสิบปีแล้ว   ก็ยังไม่สามารถขอย้ายกลับมายังเมืองหลวง   เห็นพี่ชายใหญ่ของนางพูดว่า   เพราะว่าผลงานของเขาไม่ค่อยมีให้รายงาน   ไม่มีผลงานโดดเด่น   หากวิธีแก้ไขน้ำท่วมนี้กลายมาเป็นผลงานของเจียนเอ๋อร์แล้วล่ะก็   ก็เท่ากับมีความดีความชอบครั้งยิ่งใหญ่   สามารถขอย้ายกลับมายังเมืองหลวงได้แทบจะทันที....

มู่หรงเสวี่ยชำเลืองมองสีหน้านาง   “ท่านย่าไม่ใช่ข้าราชการ,   ทำไมข้าต้องแจงรายละเอียดของแผนที่ว่าให้ท่านรู้ด้วยล่ะ?”

ตู้ฮูหยินเอ่ยตอบไปว่า   “ข้าก็อาจจะช่วยแนะนำเจ้า  ไม่ให้แผนที่ทูลเสนอมีช่องโหว่น่ะซิ.....”
“งั้นเรอะ?”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มบางๆ   “ข้านึกว่าท่านจะเอาแผนการของข้าไปบอกแก่ท่านลุงแล้วอ้างว่าเป็นเขาคิดเองซะอีก.....”

หัวใจเต้นตึกตัก,  ตู้ฮูหยินกระพริบตาถี่ๆ ทำตาแดงๆ   “ข้าจะทำชั่วช้าเช่นนั้นได้อย่างไรกัน  เจ้าหมิ่นน้ำใจข้าเกินไปแล้ว!

“ท่านย่าไม่คิดขโมยผลงานข้าก็ดีแล้ว   องค์ฮ่องเต้เป็นผู้ปราดเปรื่อง   หากมีใครหน้าไม่อายหมายขโมยผลงานผู้อื่น  องค์ฮ่องเต้ก็คงจะมีวิธีพิสูจน์เอง   ตอนนั้น,  ไม่เพียงต้องอับอายขายหน้าแล้วเท่านั้น....หัวก็หลุดจากบ่าอีกด้วย...........มีคนไม่คิดหน้าคิดหลังคิดหาทางตาย,  แต่ตัวข้ากลับอยากจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายๆ ปี”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มไม่ถึงดวงตา   กล่าวประโยคเตือนสติตู้ฮูหยิน

นางมองมู่หรงเสวี่ยที่ส่งสายตาเหยียดหยามมาให้   ดวงตาทั้งสองของฮูหยินชรามีแต่ความเกลียดชังกองโต   นางมีศักดิ์เป็นย่าของมู่หรงเสวี่ย  แต่มู่หรงเสวี่ยมิเพียงไม่ให้ความเคารพนางแต่ยังพูดจาดูถูกเหยียดหยามนาง   ทั้งดื้อด้านและอกตัญญูไม่รู้เด็กรู้ผู้ใหญ่   ไม่ว่าจะยกตำแหน่งอาวุโสมาข่มอย่างไง นางไม่ให้เกียรติเกรงใจเห็นหัวผู้ใหญ่มาแต่น้อย   เหมือนมีก็เหมือนไม่มี

ดวงตาตู้ฮูหยินคล้ายจะเอาเรื่องให้แตกหัก   นางหมายจะสั่งสอนสาวน้อยตรงหน้า  แต่แล้วอยู่ๆ นางก็ชะงักหลุดเสียงกล่าวออกมาว่า   “องค์ชายจิง!

มู่หรงเสวี่ยมองตามสายตานางไปยังเบื้องหลัง   เห็นบุรุษหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ตรงทางเข้า   ใบหน้าหล่อเหลาองอาจดังเช่นทุกครั้ง   ดวงตาคมกริบไร้ซึ่งปรานี....เป็นเย่วอี้เฉินจริงๆ   
“องค์ชายจิง....ท่านมีธุระอะไรที่นี่”

“ไม่มี!”   สายตาของชายหนุ่มจ้องแน่วแน่มายังมู่หรงเสวี่ย  ในแววตาคู่นั้นบ่งฉายความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจสะท้อนกลับมา
ไม่มีธุระอะไรแล้วเหตุไฉนมาถึงจวนมู่หรงได้?
นางพร้อมไม่รู้จะพร้อมอย่างไรแล้วที่จะถอนหมั้น   ฉะนั้นก่อนที่อ๋องจิงผู้ชราจะเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวง   สองฝ่ายชายหญิงก็ควรจะติดต่อกันให้น้อยลงซิ!   ให้น้อยลงซิ!


มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้ว   เตรียมจะเอ่ยปาก   แต่มีสตรีงดงามท่าทางสูงศักดิ์ผู้หนึ่งก้าวตามเข้ามาด้วย   “อี้เฉิน!

..............................................
จบบท




2 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณค่ะ
    เจ้าแมลงสาบ(ชายจิ้ง)นี่มันอึดมันทนจริงๆ ตีหัวให้สลบแล้วเอาไปฝังลึกหรือทิ้งลงปล่องภูเขาไฟมันจะตายมั้ยนะรำคาญมันจริง

    ตอบลบ