งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 55 สัญญาณอันตราย (ดิบ)

มู่หรงเสวี่ยเบนสายตาตามไปมองก็เห็นเป็นฉินอี้หยวนสาวเท้ายาวๆตามเข้ามา   วันนี้นางมาในอาภรณ์สีฟ้าหม่นตัดกับสีแดงกลีบกุหลาบ   ชายกระโปรงปักเดินด้ายเป็นลวดลายดอกไห่ถาง   ยามเคลื่อนไหวเดินเหิน,  มวลหมู่ลวดลายดอกไม้ก็ขยับโปรยปรายตามฝีเท้าที่นางเยื้องย่างไปด้วย  ทั้งทรวดทรงอ้อนแอ้นราวกับต้นหลิวที่เคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลก็ทำให้สาวงามตรงหน้าเพียงเยื้องกรายก็ตรึงตราตรึงใจบุคคลที่เฝ้าดู


“อี้หยวน,  เจ้าตามมาถึงนี่ได้อย่างไร?”   เย่วอี้เฉินถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน  ใบหน้าเคร่งเครียดผ่อนคลายความเข้มขึงลง

ฉินอี้หยวนเผยรอยยิ้มงามราวบุปผาของนาง   นางนำผ้าคลุมประจำตัวของเย่วอี้เฉินที่อยู่ในมือขึ้นคลุมกายให้ชายหนุ่ม

คลุมผ้าคลุมเนื้อดีที่เดินด้ายทองคำปักเป็นลวดลายเมฆาด้วยฝีมืองามละเอียดยิ่งเสริมส่งบุคลิกของชายหนุ่มที่องอาจอยู่แล้วให้ดูสูงใหญ่ทรนงมากขึ้น  เย่วอี้เฉินสบลึกเข้าไปในดวงตาของฉินอี้หยวนด้วยความรักใคร่อ่อนโยน   “ลำบากเจ้าแล้ว!

ฉินอี้หยวนหลบตาสะเทิ้นอาย    “นำผ้าคลุมมามอบให้ท่าน,  สมควรทำแล้ว....”

“อะแฮ่ม....องค์ชายจิง,  องค์หญิงฉินหากอยากจะพลอดรักกัน   รบกวนท่านกลับไปทำกันได้เต็มที่หลังห้องหับปิดสนิทลับตาผู้คนสักหน่อย  แถวๆตำหนักจิงเป็นอย่างไร!”    มู่หรงเสวี่ยพูดเปิดทางเอื่อยเฉื่อย   แววตากระด้างทำให้ผู้คนที่เห็นพอจะทราบว่านางใกล้จะหมดความอดทนเต็มแก่   “ที่นี่คือจวนมู่หรง,  แล้วข้าก็มีธุระปะปังต้องไปกระทำอีกเยอะ   ไม่มีเวลาจิบน้ำชากินขนมดูงิ้วที่พวกท่านเล่นให้ดูหรอก  ประตูจวนอยู่ทางนั้น, ท่านทั้งสองก็ตามสบายแล้วกัน  ข้าไม่ว่างไปส่งล่ะนะ!

เย่วอี้เฉินดวงตาวาบด้วยโทสะเล็กน้อย   ดวงตาของเขามีร่องรอยความรู้สึกประการหนึ่งพาดผ่านแล้วหายไปอย่างรวดเร็วยามเบี่ยงสายตามาที่ดวงหน้าของมู่หรงเสวี่ย   แล้วก็เอาแต่นิ่งเงียบ   ไม่เอ่ยวาจาใดออกมา

ฉินอี้หยวนยิ้มแข็งบนใบหน้า   นางกำมือจนสั่นระริก   มู่หรงเสวี่ยช่างบังอาจกล้ากล่าววาจาล้อเลียนนางทั้งๆที่เย่วอี้เฉินยืนอยู่ตรงหน้านี้ด้วย   นางวอนหาที่ตายซะแล้ว,   ได้แต่ลงมือส่งเสริมนางให้สมหวัง

“หรือว่าแม่นางมู่หรงหึงหวง?   อี้เฉินเป็นบุรุษที่จิตใจดี,  ถึงเขาและเปิ่นกง (แทนตัวองค์หญิงฉิน) มีใจรักใคร่มั่นคงต่อกัน  แต่เขาก็ยังทำตามสัญญาที่ให้กับน้องเสวี่ยเอ๋อ   รอจนเจ้าแต่งเข้ามาเป็นพระชายารองก่อน    ตอนนั้น, พวกเราก็จะกลายเป็นคนกันเอง......”

มู่หรงเสวี่ยที่มองกลับด้วยสายตานิ่งสงบ  พลันตวัดมือ, ปรากฎมีดสั้นใบเล็กเรียวบางราวกับใบหลิวพุ่งเร็วราวกับลูกธนูตรงเข้าหาฉินอี้หยวนเร็วเกินกว่าที่ใครจะเคลื่อนไหวป้องกันได้ทัน
ได้ยินเสียงดังฉึ่ก   ใบมีดฝังลึกบนผนังเหนือศีรษะของฉินอี้หยวน    ตัวด้ามมีดยังสั่นไหวขึ้นๆลงๆไม่หยุด

“ฉินอี้หยวน,  ข้าขอพูดเป็นครั้งสุดท้ายว่า.... ต่อให้ตาย, ข้าก็ไม่แต่งเป็นเมียน้อยของเย่วอี้เฉินหรอก   หากข้าได้ยินเจ้าใช้คำว่าพระชายารองขององค์ชายจิงออกมาเรียกข้าอีกแล้วล่ะก็  เป้าของมีดของข้าครั้งต่อไป.....คงจะเป็นที่คอหอยของเจ้า!

เสียงข่มขู่เย็นชาของสตรีตรงหน้าชำแรกเข้าสู่ประสาทหูของฉินอี้หยวน  นางตัวสั่นเทิ้ม ค่อยๆเรียกสติกลับคืน   เส้นขนบนตัวลุกชันตั้งแต่หนังศีรษะไปจนตลอดทั้งตัว  เอาซินางก็จะประกาศสงครามเช่นกัน

เก็บความเกลียดมู่หรงเสวี่ยเอาไว้อย่างมิดชิด  นางส่งสายตาไหวระริกมองแล้วน่าสงสารไปยังเย่วอี้เฉิน   ดวงตางดงามคลอคลองด้วยหยาดน้ำตา  “อี้เฉิน!”   ทำท่าอึกอักกลั้นน้ำตาราวกับกำลังถูกกล่าวหาโดยไม่มีความผิด

เย่วอี้เฉินทำเป็นไม่ได้ยิน   ดวงตายังจ้องแน่วแน่ไปยังมู่หรงเสวี่ย   ตอนที่นางสะบัดมีดออกมา    เขาก็ดูออกแล้วว่านางไม่มีเจตนาทำร้ายฉินอี้หยวน   เขาจึงไม่ได้เข้าไปขวาง!

เพียงฉินอี้หยวนกล่าวคำว่าพระชายารอง   นางก็ลงมือหนักหน่วงแสดงให้เห็นว่านางรังเกียจตำแหน่งพระชายารองของเขาจริงๆ!

“ออกไปจากจวนมู่หรงเดี๋ยวนี้   ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับพวกท่าน!”   มู่หรงเสวี่ยส่งสายตารังเกียจแจกจ่ายให้แก่เย่วอี้เฉินและฉินอี้หยวน  โดยไม่แยแสที่จะชี้ทางไปยังประตู

ฉินอี้หยวนกัดริมฝีปากแน่น   มู่หรงเสวี่ยถึงกับกล้าเอ่ยปากไล่นาง  นาง...นังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!   นางต้องรีบสั่งสอนบทเรียนให้มันรู้สำนึก!
“อี้เฉิน!”   นางส่งสำเนียงสั่นสะท้านด้วยความหวั่นกลัวเรียกชื่อชายหนุ่ม   ดวงตาหวานนั้นกระพริบให้หยาดน้ำใสในตาทำมุมสะท้อนกับแสงภายนอก   ภาพของสาวงามนุ่มนิ่มไร้พิษภัยที่เป็นฝ่ายโดนกระทำก็ถูกนางนำเสนอออกมา   ผู้คนใดได้ชมก็ย่อมต้องเกิดความรู้สึกอยากเก็บนางถนอมไว้ยังกลางฝ่ามือ

เย่วอี้เฉินหันมามองนาง ณ ยามนี้  ดวงตามืดสนิทของฝ่ายชายดุจน้ำนิ่งในบ่อลึก  ไร้ประกายเคลื่อนไหว  เขากุมข้อมือนาง,  หมุนตัวพร้อมกับเอ่ยออกมาว่า   “พวกเรากลับ!
ฉินอี้หยวนมองค้างด้วยสีหน้างุนงง   มู่หรงเสวี่ยเสียมารยาทกับนาง  เหตุไฉนเย่วอี้เฉินถึงไม่ลงมือสั่งสอนมู่หรงเสวี่ยแก้แค้นให้นาง?   ทำไมเขาถึงกับไม่ต่อว่านางสักคำ...แต่กลับคิดจากไปเฉยๆ?
เย่วอี้เฉินเดินมาตามทางเดินหิน  หวนคำนึงเมื่อยามเผชิญหน้ากับใบหน้าเฉิดฉันท์ของมู่หรงเสวี่ย   ตระหนักว่าในชั้นแรกเขาได้ยินข่าวว่านางเป็นผู้เสนอวิธีการแก้ไขน้ำท่วมหลิงหนาน   ยามนั้นเขามีความรู้สึกไม่เชื่อถือ  มันจะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร?  ในเมื่อตัวมู่หรงเสวี่ยเป็นเพียงคุณหนูเยาว์วัยเก็บตัวอยู่ในห้องหอไร้ประสบการณ์  จะเอาสติปัญญาที่ไหนมาเปรียบเทียบกับมันสมองของเหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู้ผู้มีประสบการณ์ทั้งหลายท่านอื่นได้อย่างไร  นางคิดแผนเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร?   น่าจะมีบัณฑิตผู้ชาญฉลาดสักคนอยู่เบื้องหลังนางมากกว่า!

เขาจึงเร่งรุดมายังจวนมู่หรง   ตั้งใจจะเค้นถามเอาความจริง   สืบเสาะหาบุคคลที่อยู่เบื้องหลังและชักชวนให้มาทำงานอยู่ข้างเขา   นั่นจึงจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทางเขามิใช่น้อย
แต่พอเขาเหยียบเข้าประตูจวน   ก็เห็นการปะทะวาจาระหว่างมู่หรงเสวี่ยกับตู้ฮูหยิน   มู่หรงเสวี่ยในยามนั้นช่างมั่นอกมั่นใจ    ทั้งแพรวพราวเต็มไปด้วยชีวิตชีวา    ช่วงเวลาสั้นๆนั้นก็ทำให้เขาเชื่ออย่างหมดใจว่าแผนรับมือน้ำท่วมนั้นเป็นนางที่คิดเองจริงๆ

บิดาของนาง,  แม่ทัพมู่หรงเยวี่ยโดดเด่นเชี่ยวชาญการศึกไม่เป็นสองรองใคร   เป็นที่ยกย่องกล่าวขานทั่วแว่นแคว้น   ยากจะหาคนมาเทียบเคียง   ส่วนมารดาของนางก็เป็นยอดพธูที่หาได้ยากยิ่งเกินหญิงใด   ทั้งยังมีเชาวน์ปัญญาเฉียบแหลม   บุตรีสายเลือดของคนทั้งสองย่อมต้องเฉลียวฉลาดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

เมื่อกาลก่อน,  เขาอาจจะไม่ชอบพอมู่หรงเสวี่ย   จึงไม่นำตัวเข้ามาใกล้ชิดสนิทสนมกับนางมากนัก   ซ้ำยังไม่อยากพูดจากับนาง  เขาไม่คิดว่านางจะมีไหวพริบสติปัญญาสักเท่าไหร่และไม่สนใจด้วยว่านางจะฉลาดหรือไม่.....

หลังจากได้รับชัยชนะแล้วยกทัพกลับมายังเมืองหลวง,  ได้พบหน้าและปะทะวาจากับนางบ่อยๆ   จึงค่อยได้รับรู้ว่ามู่หรงเสวี่ยเป็นสตรีที่ฉลาดเฉลียวมีปฎิภาณอย่างยิ่ง   พบหน้านางแต่ละครั้ง,   นางทำให้เขารู้สึกถึงอารมณ์คาดไม่ถึง ทุกๆครั้งที่ได้พบ.....

หากมีสตรีนางนี้อยู่แนบข้าง  ชั่วชีวิตของเขาย่อมไม่มีวันเบื่อหน่าย!

เย่วอี้เฉินคิดแล้วก็เกิดความครื้มใจจนต้องหัวเราะออกมา   ถึงแม้จะเป็นเสียงหัวเราะเพียงบางเบาแต่น้ำเสียงก็รื่นรมย์นัก!

เงาร่างหนึ่งพลันแล่นโลดมาอยู่ตรงหน้า  ใบหน้าคมคายหล่อเหลา   รอยยิ้มสุภาพอ่อนโยน  ไม่ใช่ใครที่ไหน   เขาคือองค์ชายสี่ผู้สุภาพนั่นเอง

เย่วอี้เฉินส่งสายตาเย็นชากลับไป  “เทียนฉี!”   เจ้ามานี่มีธุระอะไรที่จวนมู่หรงนี่ไม่ทราบ?

“อี้เฉิน, องค์หญิงฉิน  พวกท่านก็อยู่ที่นี่ด้วย   ข้ามีธุระจะมาขอพบแม่นางมู่หรง”  เย่วเทียนฉีส่งยิ้มอบอุ่นดุจลมวสันต์มาให้   เขาค่อยๆก้าวผ่านหน้าทั้งสอง  ตรงเข้าไปหามู่หรงเสวี่ยด้านใน  ยิ้มในหน้าแล้วเอ่ยออกมาว่า   “เสด็จพ่อ และเหล่าขุนนางได้ฟังวิธีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของแม่นางมู่หรงแล้วต่างก็ชื่นชมแม่นางเป็นอันมาก    ทรงตรัสชมเชยในความหลักแหลมของแม่นางมู่หรงมาด้วย!

“องค์ชายสี่กล่าวเกินไปแล้ว!”   มู่หรงเสวี่ยยกยิ้มด้วยท่าทีอ่อนโยน    นางนั่งรอให้เย่วเทียนฉีกล่าวความต่ออย่างสนอกสนใจฟัง

เย่วเทียนฉียิ้มแล้วกล่าวต่อว่า   “และข้ายังมีโอกาสได้พบกับท่านเสนาบดีและเฉินกั๋วกง  พวกเขาทั้งสองขอให้ข้ามาถามแม่นางมู่หรงเรื่องที่ว่าขอให้ท่านเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงของจวนมู่หรง”

“จัดงานเลี้ยง?”   มู่หรงเสวี่ยพลันนึกขึ้นมาได้ถึงการจัดงานมงคลเฉลิมฉลองภายในจวน   แต่จากการที่มู่หรงเยวี่ยจากไปก่อนวัยอันควร,  มู่หรงเจียนเองก็เดินทางไปพำนักยังหัวเมืองไกลยังมิได้กลับและตัวมู่หรงหลัวก็แต่งงานออกเรือนไปแล้ว     ดังนั้นจวนมู่หรงอันกว้างขวางก็เหลือเพียงตู้ฮูหยิน มู่หรงเสวี่ยและมู่หรงเยว่....สามชีวิตเท่านั้น    มีแต่เด็กเยาว์วัยและคนชราไม้ใกล้ฝั่ง   วันคืนในจวนผ่านไปอย่างเงียบเหงายิ่ง   ยกเว้นการจัดงานเลี้ยงวันเกิดประจำปีง่ายๆของตู้ฮูหยิน   จวนมู่หรงก็ไม่เคยจัดงานเลี้ยงใดเลย

“เมื่อก่อน,  จัดงานสักงานคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร.....”   งานเลี้ยงของเหล่าบรรดาขุนน้ำขุนนาง,  มักจะเชื้อเชิญเครือญาติ มิตรสหายและเส้นสายต่างๆ    แต่จวนมู่หรงไม่มีมิตรสหาย     ตัวนางและมู่หรงเยว่นั้นก็ไม่มีตำแหน่งสำคัญอะไร 

เย่วเทียนฉีเห็นสายตาของมู่หรงเสวี่ยจมอยู่กับความคิดก็คิดว่านางอาจคิดถึงการจากไปของบิดามารดาที่รวดเร็วกว่าเวลาอันควร    จึงได้กระแอมกระไอออกมาว่า    “ไม่ต้องจัดยิ่งใหญ่เต็มพิธีการมากนักหรอก   เพียงแค่จัดเลี้ยงสังสรรค์ไม่กี่โต๊ะ  ให้คนรู้จักมิตรสหายวัยเดียวกันได้มาพบปะพูดคุย!    ให้เป็นหนุ่มสาววัยเดียวกับมู่หรงเยว่และมู่หรงเสวี่ยสองพี่น้อง    พวกเขาจะได้มีข้อสนใจในเรื่องเดียวกัน   คงจะมีหัวข้อให้พูดคุยสนิทสนมกันได้

มู่หรงเสวี่ยกระพริบตาปริบๆ  “ข้าต้องไปทำธุระอยู่สักสองสามวัน   เกรงว่าเรื่องจัดงาน.....”  เวลานัดจะไปเก็บหญ้าหยางเถ่าที่บนเขาใกล้เข้ามาทุกที   ยังไงนางก็ต้องไปเก็บหญ้าก่อน  เรื่องอื่นต้องเอาไว้ทีหลัง


“ไม่เป็นไร   จวนเสนาบดีและทางท่านเฉินกั๋วกงก็ไม่ได้เร่งร้อนอะไร  เจ้าว่างเมื่อไรแล้วค่อยจัดก็ได้   ถึงไม่จัดก็ไม่เห็นเป็นไร   เพียงอยากพบปะพูดคุยสังสรรค์กันเท่านั้น.....”     คำสนทนาระหว่างเย่วเทียนฉีกับมู่หรงเสวี่ยล้วนเข้าหูตู้ฮูหยินทั้งหมด    เปลือกตาของหญิงชราเต้นกระตุก    หัวใจเต้นโครมครามในอก..................

............................................
จบบท



14 ความคิดเห็น:

  1. สะใจเบาๆ 555 เริ่มเสียดายแล้วอ่ะสิ ขอบคุณที่แปลให้อ่านนะคะ ติดตามทุ๊กกกกกวัน ^^

    ตอบลบ
  2. เสียใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว "จิง" เอ้ย!!

    ตอบลบ
  3. ยัยฮูหยินเฒ่าตื่นเต้นอะรัย มีแผนการชั่วอะรัยอีก

    ตอบลบ
  4. รู้สึกเสียดายละสิเจ้าเยว่อี้เฉิน มาตอนนี้ก็สายไปเสียแล้วเว้ย ชิ...ชิ...

    ตอบลบ
  5. ขอบคุณมากๆนะค่ะ...

    ตอบลบ
  6. จัดไปอย่าให้เสียของ

    ตอบลบ
  7. จะมีเรื่องกวนใจอีกไหมนะ

    ตอบลบ
  8. เสียดายเค้าละสิอิหมาหวงเอ้ย
    นังมนุษย์ย่าจะทำอะไรอีกละนี่

    ตอบลบ
  9. ขอบคุณค่ะ
    บักชายจิงบักแมลงสาบบักน่ารำคาญบักน่ายำตรีนนนนน

    ตอบลบ