งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บทที่ 56 ป่าอวี้ชาน (ดิบ)

จวนเสนาบดี (丞相府-เฉิงเซี่ยงฟู ) และจวนเฉินกั๋วกง (成国公府 )  รวมทั้งจวนมู่หรง (จวนขุนนางระดับโหว)  มีสัมพันธ์แน่นแฟ้นต่อกัน     มู่หรงเยวี่ยได้จากไปก่อนวัยอันควร,  มู่หรงเจียนผู้เป็นน้องชายต่างมารดาก็ย้ายไปอยู่หัวเมือง   จวนมู่หรงจึงไม่มีมิตรสหายไปมาหาสู่    ทั้งสองจวนก็ไปมาหาสู่น้อยลง   มีเพียงแค่ส่งของกำนัลมาในโอกาสเทศกาลพิเศษต่างๆเท่านั้น


เป็นเวลาสิบปีแล้ว,   ที่จวนมู่หรงแทบจะไม่ได้จัดงานเลี้ยงใดเลย    ยิ่งทำให้สายสัมพันธ์ที่มู่หรงเยว่ควรจะมียิ่งห่างไกลออกไปทุกที    คิดไม่ถึง มาในวันนี้พวกเขาทั้งสองจวนจะเสนอให้นางจัดงานพบปะกันที่จวนสกุลมู่หรง    เพื่อกรุยทางให้มีช่องว่างได้เชื้อเชิญพวกนางกลับเพื่อไปเป็นแขก ณ งานสังสรรค์ที่จวนทั้งสองบ้าง

พวกเขาอยากทำความสนิทชิดเชื้อกับจวนมู่หรงดังเช่นกาลก่อน?

ท่านเสนาบดี,  ท่านเฉิงกั๋วกงล้วนเป็นขุนนางใหญ่เป็นดั่งเสาหลักของแคว้นฉิงหยาน  แต่เดิมจวนโหว (จวนสกุลมู่หรง) ก็สนิทสนมกันดีอยู่  มีการไปมาหาสู่กันเนืองๆ แต่ถ้าจะปัดฝุ่นความสัมพันธ์ใหม่….ช่วงเวลานี้ยังไม่น่าจะเหมาะสม 

“แม่นางมู่หรง,  ไม่ทราบว่าพี่ชายของท่านคิดอ่านจะทำการสิ่งใดบ้าง?”   ตู้ฮูหยินหูผึ่งฟังเย่วเทียนฉีต่อ

“เรื่องนี้....ข้าเองก็ไม่แน่ใจ.....”    มู่หรงเสวี่ยส่ายหน้า   มู่หรงเยว่ไม่ชอบอ่านตำรับตำรา  ไม่ชอบลำบาก   หากให้เป็นขุนนางก็คงไม่แคล้วทำเรื่องเสียหาย   ควรจะใช้ชีวิตง่ายๆสบายๆ สมกับเป็นนายท่านจ้าวสกุลจะดีกว่า!

เย่วเทียนฉีหยุดคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวเสริมขึ้นว่า   “หากพี่ชายของท่านต้องการจะเป็นขุนนาง   สามารถบรรจุรับราชการได้ที่ส่วนบันทึกจดหมายเหตุชงเหวินเหมิน.....”    ถึงแม้งานในส่วนชงเหวินเหมินจะเล็กน้อยไปหน่อย   แต่ก็ได้พบปะเจ้าหน้าที่หลากหลาย    มีโอกาสก้าวหน้าสูง   เป็นสถานที่ๆน่าจะขัดเกลามู่หรงเยว่ได้หากต้องการ.....

มู่หรงเสวี่ยมองหน้าของเย่วเทียนฉี   เห็นเขายิ้มแล้วเอ่ยต่อว่า  “นี่เป็นพระประสงค์ของเสด็จพ่อ!

จงใจชี้แนะมู่หรงเสวี่ย,  ให้หาทางออกเรื่องสำมะเลเทเมาของมู่หรงเยว่ที่ดังไปทั่วเมืองหลวง  ประชาชนทั่วไปรับรู้แม้แต่องค์ฮ่องเต้เองก็พลอยได้ยินกับเขาไปด้วย   บันทึกเรื่องราวของมู่หรงเยว่ในวัยสิบสี่ปีคงถูกนำขึ้นถวายให้ฮ่องเต้พิจารณาแล้วว่า  ที่เด็กหนุ่มกลายมาเป็นอย่างนี้เพราะถูกชักจูงโดยผู้ไม่ประสงค์ดีวางแผน

มู่หรงเยว่และมู่หรงเสวี่ยเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศ   มู่หรงเสวี่ยฉลาดหลักแหลม   มู่หรงเยว่ก็คงไม่น้อยหน้ากว่ากัน   ถ้าหากมู่หรงเยว่ตั้งใจจะกลับเนื้อกลับตัวเสียใหม่  ลูกไม้เช่นไรย่อมหล่นไม่ไกลต้น  ถึงไม่เก่งกล้าเทียบเท่ามู่หรงเยวี่ยผู้เป็นบิดาที่เป็นดั่งนักรบสวรรค์ส่งมายังแดนมนุษย์  แต่สายเลือดที่อยู่ในกายก็น่าจะทำความครั่นคร้ามให้กับศัตรูและเสริมกำลังใจให้แก่ทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชา

“เรื่องนี้....ข้าจำต้องถามความเห็นของพี่ชายก่อน”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มอ่อนหวานด้วยท่าทางที่ไม่สามารถตัดสินใจใดได้   “ท่านก็รู้ว่าเขาเป็นคนเสเพล  รักความสบาย จู่ๆก็จะมาให้เขาละวางทุกอย่าง  เขาย่อมไม่คุ้นชิน  หากจะชักชวนเขาให้เกิดความคิดก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป    มิฉะนั้นบังคับดันทุรังไปก็จะยิ่งทำให้เขาแย่ลง........”

เย่วเทียนฉีผงกศีรษะเห็นด้วย   “ข้าเข้าใจในตัวพี่ชายท่านดี  เขายังอายุเยาว์อยู่มาก  ความคิดของเขาที่ไม่ได้รับผิดชอบต้องเจรจาพูดคุยกับผู้คนบ่อยๆ   ก็มักจะมองโลกสดใสราวกับเด็กน้อยอยู่   อยู่ๆจะมาให้เขาเติบโตเพียงชั่วข้ามคืน  ให้รับผิดชอบหน้าที่มีผู้ร่วมงานและผู้บังคับบัญชาในวงราชการ    เขาควรจะได้เตรียมใจให้พร้อมสักหน่อย”

ตู้ฮูหยินเก็บเกี่ยวข้อมูลทุกคำไม่มีตกหล่น   ด้วยหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นและดวงตาวาวโรจน์:  มู่หรงเสวี่ยเพิ่งจะถวายแผนบรรเทาน้ำท่วมและได้เป็นที่ชื่นชมแก่องค์ฮ่องเต้ไม่นาน   กลับสามารถลากมู่หรงเยว่ให้โดดเด่นออกมาเข้าสายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้ได้อีกคน  ไอ้แผนบรรเทาภัยพิบัติครั้งนี้มันต้องดีไม่มีที่ติแน่ๆ....

ถึงขนาดที่ว่าท่านเสนาบดีกับท่านเฉิงกั๋วกงยังอยากจะสนิทสนมไปมาหาสู่กับจวนมู่หรงใหม่
ฝ่ายเสนาบดีเฉินกั๋วกงและสกุลมู่หรงนั้นเติบโตในหน้าที่ราชการมาพร้อมกันและคบหากันเป็นสหาย    ถึงแม้ว่าจวนมู่หรงได้ค่อยๆดับแสงลง   เนื่องจากผู้นำตระกูลเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม  และผู้สืบทอดอายุยังเยาว์นัก

แต่ ณ บัดนี้,  มู่หรงเสวี่ยใช้สติปัญญานำเสนอแผนงานที่ไม่ธรรมดา   ทำให้องค์ฮ่องต้ที่กำลังกริ้วโกรธาบรรดาขุนนางทั้งหลายที่ไม่สามารถคิดหาวิธีช่วยราษฎรได้อารมณ์ดีขึ้น   เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าเด็กน้อยสกุลมู่หรงเติบใหญ่สามารถช่วยเหลือราชกิจ   พวกผู้เป็นใหญ่ทั้งหลายจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะยกย่องฐานะและความสำคัญของจวนมู่หรงขึ้นมาใหม่    ด้วยการสนับสนุนมู่หรงเยว่!

ท่านเสนาบดีและเฉิงกั๋วกงมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสกุลมู่หรงมาแต่ก่อนเก่า    เมื่อมู่หรงเยวี่ยได้จากไป   พวกเขาทั้งสองก็พร้อมจะคอยดูแลสองพี่น้องกำพร้าทั้งสองมิใช่หรือ?    ต่อให้มู่หรงเยว่เป็นคุณชายไม่เอาไหนต่อไป   พวกเขาก็สามารถปกป้องสถานะของมู่หรงเยว่ในฐานะผู้สืบทอดสกุลมู่หรงไว้ได้อย่างเหนียวแน่นตั้งแต่ยังเล็ก  ให้เขาได้มีความเป็นอยู่สุขสบายตลอดไป

ไม่ได้....ข้าจะยอมให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้?   มู่หรงเยวี่ยตายไปถึงไหนแล้ว   จวนมู่หรงต้องเป็นของเจียนเอ๋อร์ถึงจะถูก   เจ้าเด็กมู่หรงเยว่นั้น,  มันเป็นแค่เศษสวะเราดีๆนี่เอง   อยู่ๆก็จะมายกย่องเชิดชูคนโง่แบบนั้น....แล้วต่อไปสกุลมู่หรงจะเป็นอย่างไง?

นางต้องคิดหาทางแก้ไขโดยเร็ว   ต้องหาทางให้เจียนเอ๋อร์ย้ายกลับมาเมืองหลวงให้ได้   มีแค่เจียนเอ๋อร์ย้ายกลับมาแล้วก็ยึดจวนมู่หรงไว้ในมือซะ!!

แต่ทว่า...ก่อนที่เจียนเอ๋อร์จะกลับมายังเมืองหลวง   นางต้องลงมือทำอะไรเสียก่อน  เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มู่หรงเสวี่ยกับจวนเสนาบดีกับทางเฉิงกั๋วกงมาสมานฉันท์พูดจากันเรียบร้อย!

“ข้าต้องออกเดินทางไปทำธุระพร้อมกับพี่ชายของข้าในวันพรุ่งนี้....”   มู่หรงเสวี่ยพูดเสียงแผ่ว ตอนนี้ข้าวของที่จำเป็นคงถูกส่งไปล่วงหน้าแล้ว    พรุ่งนี้นางจะออกเดินทางไปอวี้ชานเสียที

เย่วเทียนฉีพยักหน้า   “สมควรเพราะ....เขาได้รับความกระทบกระเทือนใจหนักเอาการ  สมควรจะออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง....”

ภายในแววตาของตู้ฮูหยินสว่างวาบ   นางชำเลืองสายตาดุจอสรพิษร้ายจ้องไปยังมู่หรงเสวี่ย  นางรู้แล้วจะใช้วิธีไหนลงมือกับมู่หรงเสวี่ย    มู่หรงเสวี่ยจู่ๆ ก็ยื่นโอกาสลงมือมาให้นางเองแท้ๆ

มู่หรงเสวี่ย...เจ้าเตรียมตัวไปปรโลกได้เลย!

เย่วเทียนฉียืนอยู่ไม่ห่าง   สายตาคมกริบของเขากวาดผ่านตู้ฮูหยิน   ในขณะที่สนทนาติดพันกับมู่หรงเสวี่ย    ผ่านไปได้สักครู่,  เขาก็ชำเลืองมายังตู้ฮูหยินอีกครั้ง    คราวนี้ภายในแววตาของเขามีแววครุ่นคิด....

…………………………..

อวี้ชานเป็นสถานที่ห่างไกลจากตัวเมืองหลวงออกไป   มู่หรงเสวี่ยจึงเลือกใช้รถม้าเดินทางซึ่งใช้เวลาเดินทางหนึ่งวันเต็ม    นางออกเดินทางเมื่อยามจื่อ (ประมาณเที่ยงคืน)  และเดินทางมาถึง ณ เชิงเขาอวี้ชานเมื่อยามอู่ (เที่ยงวัน)

เทือกเขาอวี้ชานเรียงตัวขนาบล้อมรอบ  ซ้ำยังมีหมอกหนาลอยอ้อยอิ่ง  แม้ว่ายามเที่ยงวันจะมีแสงแดดร้อนแรงก็ยังไม่สามารถขับไล่หมอกอึมครึมนี้ไปได้!


มู่หรงเสวี่ยที่กำลังยืนอยู่หน้ารถม้า, ขมวดคิ้วมุ่น    ขุนเขาใหญ่อะไรเช่นนี้  จะให้มองหาหญ้าหยางเถ่าในพื้นที่กว้างเช่นนี้มิต่างจากงมเข็มในมหาสมุทร     ถามโอวหยางเส่าเฉิน, เขาก็บอกแต่ว่าขึ้นอยู่ที่เขานี่   สงสัยนางต้องปีนขึ้นที่สูงแล้วมองหาหญ้าเอาเอง

“เสวี่ยเอ๋อ,  พวกเราพร้อมออกเดินทางต่อแล้ว!”   มู่หรงเยว่เดินมาสมทบ บนหลังของเขาแบกห่อผ้าสีเข้มใบหนึ่ง  ติดตามมาด้วยฉวงซีและเฟิ่งเต้า  สองผู้ติดตามที่แต่ละคนก็แบกห่อผ้ามาคนละใบเช่นกัน ซึ่งภายในก็มีสัมภาระของมู่หรงเสวี่ยรวมทั้งอาหารด้วย

“ออกเดินทาง!”   มู่หรงเสวี่ยพูดไม่ต่างจากเสียงกระซิบ บ่ายหน้าขึ้นอวี้ชาน

นกน้อยร้องเพลงเป็นทำนองตะลิ้ดติ้ดตี่   คนสามสี่คนจับกุมกันเดินเป็นหมู่คณะไปตามทางเดินที่พอมีให้เห็น   หูก็คอยสดับฟังเสียงนกร้องแซ่ซ้องประสานกัน  เสียงลมพัด,  เสียงต้นหญ้าแกว่งไกว   รวมทั้งเสียงใบไม้เสียดสีกัน.....

“อ๊ะๆๆ....งู......มีงู”    ตัวงูโผล่ตามมาติดๆกับเสียงร้องแหลม   มู่หรงเสวี่ยหันขวับไปเห็นงูสีเขียวตัวหนากลมความยาวประมาณ 4-5เมตร  (เอาหน่วยเมตรที่เราชินไปใช้ก่อนนะจะได้จิ้นถูกว่ายาวแค่ไหน)   มันงับฉกเข้าที่หัวไหล่ของเฟิ่งเต้าเข้าให้   เขี้ยวอันแหลมคมคู่นั้นทะลุเนื้อของเด็กหนุ่มเข้าไปอย่างจัง   เลือดสดๆไหลออกมาจากบาดแผลเปิดทันที   เปียกชุ่มโชกกับเสื้อผ้าจากแดงสดแล้วเปลี่ยนสีเป็นสีดำแทน.....

“งูมีพิษ!”   มู่หรงเสวี่ยหรี่ตาประเมินสถานการณ์   นางหมุนตัวพลิกกลับ ทำท่าจะหลบแต่กลับพุ่งเข้าหายังเบื้องหน้าของงูเขียวที่ว่า   แล้วดึงมีดพกออกมาจากแขนเสื้อ   ปักมีดทิ่มลงไปในลำตัวของงูมิดด้ามลึกประมาณเจ็ดนิ้ว    เจ้างูร้ายสัมผัสได้ถึงอันตรายที่มีมากกว่า  คลายปากที่กัดออก   แล้วหลบถอยออกไปแต่ปลายหางหนาอวบของมันก็ปัดกวาดมาทางฉวงซี    มู่หรงเยว่และฉวงซีที่ไม่ทันได้ระวังตัว   จึงกระเด็นล้มไปคนละทาง 

ฉวงซีนั้นถูกดันจนกระเด็นห่างออกไปถึงสี่ห้าเมตร ตกลงบนพื้นหญ้า   เด็กหนุ่มหมดสติดวงตาปิดสนิทไม่เคลื่อนไหว   ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด   ที่ทรวงอกมีแรงกระเพื่อมขึ้นลงเพียงเล็กน้อย    ท่าทางคงจะไม่ฟื้นในเร็วๆนี้ 

มู่หรงเยว่ถอยหลบงูไปยืนรวมกันกับมู่หรงเสวี่ย    ตอนนี้, งูยักษ์ยืดตัวเต็มที่ขวางอยู่ข้างหน้าของสองพี่น้อง   “เสวี่ยเอ๋อ,  แย่แล้ว!

“แย่จริงๆด้วย!”   นางพอรู้อยู่บ้างว่าออกมาเก็บหญ้า ณ เขากันดารย่อมต้องมีอันตรายรอบด้านจึงตระเตรียมมาให้พร้อม    แต่นี่ยังไม่ทันไร,  เดินมาไม่เท่าไหร่ก็ถูกจู่โจม    ตอนนี้คนในคณะ คนหนึ่งถูกพิษ  อีกคนถูกกระแทกจนสลบไปแล้ว....


 มองจ้องงูเขียวตาไม่กระพริบ,  งูเขียวก็แล่บลิ้นยาวอย่างเหลือเชื่อเข้าๆออกๆ     ละอองของเหลวถูกพ่นกระจายออกมาเป็นฝอย   ตั้งท่าจะฉกกัดลงมายังทั้งสอง......

..........................................
จบบท



41 ความคิดเห็น:

  1. ค้างมากๆ มีดิบไหมค่ะ จะลองไปดำน้ำดูปะการัง

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณค่ะ. มาต่อไวๆค่ะ

    ตอบลบ
  3. เรื่องนี้ขออย่างเดียวพระเอกอย่าใช้ไอ้คู่หมั้นเฮงซวยนั่นเลย หมั่นไสมาก

    ตอบลบ
  4. ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ
  5. ขอบคุณมากกก รอจ้า

    ตอบลบ
  6. ขอบคุณค่ะ
    ได้อ่านตั้ง 2 ตอน

    ตอบลบ
  7. จบได้ค้างคาใจมากกกกกก ขอบคุณมากๆๆนะคะ

    ตอบลบ
  8. สนุกมาก ๆ ค่ะ ขอบคุณมากที่แปลให้อ่านค่ะ

    ตอบลบ
  9. ขอบคุณค่ะ...กำลังสนุกมาก ค้างมากค่ารอตอนต่อไปนะ

    ตอบลบ
  10. สนุกมาก ขอบคุณนะคะ

    ตอบลบ
  11. สนุกมาก ขอบคุณนะคะ

    ตอบลบ
  12. ขอบคุนค่ะ รออ่านต่ออย่างแบบตั้งหน้าตั้งตารอเลยค่ะลุ้นจิงๆๆเลย@^0^@

    ตอบลบ
  13. ขอบคุนค่ะ รออ่านต่ออย่างแบบตั้งหน้าตั้งตารอเลยค่ะลุ้นจิงๆๆเลย@^0^@

    ตอบลบ
  14. ลุ้นๆตอนต่อไป ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ
  15. ค้าง.......แต่ก็รอติดตามนะจ๊ะ....ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ
  16. ค้าง.......แต่ก็รอติดตามนะจ๊ะ....ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ
  17. ขอบคุณค่ะ สนุกมาก รออ่านตอนต่อไปค่ะ อย่างตาปริบๆ

    ตอบลบ
  18. อย่าปล่อยให้เธอ(ตู้ฮูหยิน)ลอยนวลลลล~ ถอนรากถอนโคนไปเลย
    ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ
  19. ขอบคุณค่ะ ที่แปลให้อ่าน
    แต่ค้างมากๆ รอตอนต่อไปจ้า

    ตอบลบ
  20. ขอบคุณค่ะ ลุ้นกันทุกตอนเลย

    ตอบลบ
  21. ลุ้นๆๆๆตื่นเต้นจัง จะมีใครมาช่วยนางเอกมั้ย ค้างงงง

    ตอบลบ
  22. ^ↀᴥↀ^ ...ลุ้นอ่ะ....เจออันตรายพร้อมๆ กันหลายอย่างเลย
    ขอขอบคุณมากๆ นะค่ะ ที่แปลนิยายสนุกๆ ให้ติดตามอย่างงอมแงม...ต้องแวะมาหาทู๊กวัน....

    ตอบลบ
  23. แผนนังย่าแน่นอนกลับไปตบดีมั้ย

    ตอบลบ
  24. รอต่อค่ะแบบว่ามันดีต่อใจ

    ตอบลบ
  25. ขอบคุณค่ะ
    ท่ายย่ามหาภัยคิดแต่จะฮุบสมบัติเด็กๆ ไม่พอจะฆ่าแกงกันอีกเดี๋ยวจะไม่ได้ตายดีๆ นะแก่แล้วไปวัดฟังธรรมดีกว่ามั้ย

    ตอบลบ
  26. ท่านย่ารองนี่ไม่เข็ดจริงๆ
    อยากให้หรูเสวี่ยจัดหนักขุดรากถอนโคนพวกชอบเบียดเบียนคนอื่นมากๆ

    ตอบลบ