วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Mulberry Song: ซางเกอ บทที่ 1. เมืองที่พังทลาย


ครึ่งหนึ่งของแผ่นฟ้าเหนือเมืองหลวงเต็มไปด้วยแสงสีแดงของเปลวเพลิงที่ค่อยๆปกคลุมดวงจันทร์ที่ส่องแสงอยู่บนขอบท้องฟ้า

สองมือจับยึดชายกระโปรงยาวกรุยกราย   ข้าค่อยๆย่างเท้าด้วยความยากลำบากไปตามขั้นบันไดหินสีเทาของกำแพงเมือง  หากไม่มีความจำเป็นแล้ว   ข้าไม่ได้ชมชอบแต่งกายด้วยเสื้อผ้ากรุยกรายซับซ้อน   หรือถึงแม้ข้าจะแต่งกายเช่นนี้   ก็มักจะมีสาวใช้หลายนางเดินตามหลังคอยดูแลข้า



แต่ในวันนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

มีเพียงทหารในชุดเกราะเหล็กหนาหนัก  ในมือถือหอกปลายแหลมคมเป็นประกายอาบย้อมไปด้วยเลือด   สีหน้าท่าทางของพวกเขาปราศจากอารมณ์ใดๆขณะที่คุมตัวข้ามาที่หอคอยของเมือง

เหนือหอคอยคือธงโบกสะบัดไปมาท่ามกลางกระแสลม   ข้ายังก้าวขึ้นไม่ถึงชั้นบนสุด   ก็แว่วได้ยินเสียงร่ำไห้ของเหล่าสตรีและเด็กน้อย   ข้าก้าวข้ามแขนขาเย็นแข็งกระด้างของศพสตรีสูงศักดิ์นางหนึ่ง   ศีรษะและลำตัวของนางถูกฟันขาดหลุดออกจากกัน    ข้าเดินมุ่งหน้าไปที่ชั้นบนสุดของหอคอย

ดวงดาวยังเคลื่อนคล้อย   ก้อนเมฆลอยผ่านไปเร็วขึ้นทุกขณะ   สายตาของข้ามองเห็นวี่แววพายุที่กำลังก่อตัว

ข้างล่างหอคอย.  ทหารสามแสนนายกำลังปิดล้อมเมืองหลวงทุกทิศทุกทาง   ตัดหนทางที่จะหนีทั้งหมด

ถึงแม้มีทหารอยู่มากมายเช่นนี้  แต่ห้วงเวลานี้กลับเงียบงัน   ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดนอกจากเสียงร้องแผ่วเบาของม้าศึก   ลมหนาวยามค่ำคืนพัดพากลิ่นคาวเลือดมาปะทะหน้า   ข้าปล่อยมือที่ยึดกระโปรงปล่อยให้มันพลิ้วไสวไปตามกระแสลม   ข้าเชื่อเหลือเกินว่า...สีแดงมงคลของชุดแต่งงานของข้าคงจะเป็นสีที่โดดเด่นบาดตาไม่แพ้สีโลหิตที่นองอยู่ในค่ำคืนนี้

กระบี่เย็นเฉียบเปรอะเปื้อนเลือดยกขึ้นพาดที่คอของข้า   ทหารสวมเกราะชุ่มเลือดที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าตะโกนเรียกคนผู้หนึ่ง
“ เจ้าเมืองชางเย่   อันซีหวู่ ”

ทหารสามแสนนายข้างล่างกำแพงต่างเงียบเสียง   ข้าหลุบสายตาเพื่อปกปิดแววตาของข้า   ทำให้ข้าดูคล้ายไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ

" อันซีหวู่ "   เสียงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นดังมาจากเบื้องหลังข้าทิศทางเดียวกับซากปรักหักพังของเมืองหลวง 
" ข้าสั่งให้เจ้าออกมาโดยเร็ว   ช้าไปครึ่งเค่อ   ข้าจะควักลูกตาฮูหยินเจ้า   หากชักช้ากว่านั้น   ข้าจะเฉือนนางให้กลายเป็น มนุษย์สุกร "

***มนุษย์สุกร การสำเร็จโทษสำหรับเชื้อพระวงศ์ โดยการตัดแขนตัดขาทั้ง 4 ส่วน ควักลูกตาทั้งสองข้าง ตัดหู จากนั้นก็ตัดจมูกและลิ้น

ข้ายังคงหลุบตามองต่ำ  รวบรวมความคิด  ทำใจให้นิ่งสงบ   มิให้ความรู้สึกใดหลุดลอดออกไป

กองทัพเริ่มกระสับกระส่าย   พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนใต้อาณัติสามีของข้า, เจ้าเมืองชางเย่    แม่ทัพหลายท่านคุ้นเคยกับข้า การเข่นฆ่าสตรีนางหนึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โต   แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้   การกระทำเข่นฆ่าอย่างทารุณต่อฮูหยินผู้นำกบฏ เป็นสิ่งที่ไม่อาจดูดายได้

และยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่า...ด้านบนกำแพงยังมีครอบครัวของเหล่าแม่ทัพนายกองและทหารเหล่านั้น   ส่งเสียงร่ำไห้กันอยู่   หากสำเร็จโทษข้าอย่างนี้   อีกไม่ช้าครอบครัวพวกเขาเองนั้น   ก็ต้องโดนฆ่าอย่างทารุณไม่แตกต่างกัน   กองทัพนี้ตั้งค่ายอยู่ภายนอกกำแพงเป็นเวลานานแล้ว   ต่างโหยหาคิดถึงอ้อมกอดภรรยา, บุตรธิดาและพ่อแม่ที่แก่เฒ่าด้วยกันทั้งนั้น หากครอบครัวเขาต้องมาถูกฆ่า....

วิธีการขององค์ฮ่องเต้ที่บั่นทอนขวัญกำลังใจทหารกล่าวได้ว่า...ช่างเหี้ยมโหดนัก!

เสียงย่ำเท้าของม้าดังมาจากข้างล่างกำแพง   เสียงนี้แผ่วเบาแต่ข้ายังคงได้ยิน   บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าข้าเคยเป็นนักดนตรีขับขานลำนำและบทกวีมาหลายปี   หูของข้าถึงไวต่อสรรพสำเนียง   หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะอาชาของเขาคือ " หลงเหมย “  ม้าที่ข้าและเขาดูแลมาด้วยกัน

กองทหารแยกขบวนออกเป็นทาง   ร่างบุรุษบนหลังม้าเยาะย่างไม่ช้าไม่เร็วก็ปรากฎตรงหน้าสายตาของทุกคน

ท่ามกลางค่ำคืนอันทึบทึม   มีเพียงแสงจากคบไฟที่ทำให้ข้าได้เห็นใบหน้าเขา   เขาสวมเกราะสีเงินวาวกระชับรูปร่างอันแกร่งกำยำ   นั่งหลังเหยียดตรงอยู่บนม้าศึก   นี่มิใช่ครั้งแรกที่ข้าเห็นเขาสวมเกราะออกศึก   แต่เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นเขาสวมเกราะอยู่ท่ามกลางสนามรบ

บรรยากาศรอบๆยิ่งกดดัน   กระแสอันหนักหน่วงแผ่โดยรอบ

ริมฝีปากข้าค่อยๆขยับโดยไม่รู้ตัว   นั่นคือสามีของข้า   เจ้าเมืองชางเย่ อันซีหวู่“  ซึ่งในตอนนี้คือหัวหน้ากบฏผู้นำต่อต้านฮ่องเต้ทรราชย์

เห็นซีหวู่ปรากฏตัวออกมา, ฮ่องเต้โฉดที่อยู่เบื้องหลังข้ารู้สึกสาแก่ใจยิ่งนัก   ข่าวลือที่ว่าข้ากับซีหวู่รักกันลึกซึ้งยิ่งนัก   หากแม้คนหนึ่งตายอีกคนก็มิอาจมีชีวิตอยู่ได้ต้องตายตกไปตามกัน

ติดตามเคียงคู่มิแยกจาก, ไม่ว่าเป็นหรือตาย

มีแต่ข้าที่รู้ว่านี่คือสิ่งที่สามีข้า, ซีหวู่ต้องการให้พวกเขาคิดเช่นนั้น

เจ้าเมืองชางเย่,  หากเจ้ายอมถอนทัพกลับ   ข้าจะเมตตาต่อฮูหยินเจ้ารวมทั้งอภัยโทษและไม่ถือสาเรื่องที่เกิดขึ้น   ให้เจ้ายังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม   รับใช้แคว้นฉีต่อไป

ลมยามดึกพัดธงเหนือกำแพงเมืองสะบัด   บุรุษบนหลังม้าก็ยังคงนิ่งไม่ขยับเขยื้อน

เขายังไม่ตอบแต่ข้ารู้ถึงคำตอบของเขาแล้ว

เขายังคงเงียบงันปล่อยให้คนหลายแสนรอคอยคำตอบ

ข้าปิดเปลือกตาแน่นดื่มด่ำกับความเงียบงันของเขา   มิเสียแรงที่ข้าได้ทุ่มเทความคิดที่จะสวมใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงออกมา   ชั่วชีวิตนี้, ตัวข้าซางเกอได้รับช่วงเวลาที่ลังเลไม่อาจตัดขาดจากอันซีหวู่เพื่อแลกกับ....

เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

สำหรับตัวข้าซางเกอ, เพื่อท่าน..เจ้าเมืองแห่งชางเย่   สิ่งที่ท่านต้องการ แผ่นดิน, ภูเขา, แม่น้ำสุดลูกหูลูกตาเป็นพันๆลี้เหล่านี้   ขาดแค่เพียงก้าวเดียวก็จะได้มันมา   ข้าจะส่งเสริมท่าน   ไม่เพียงสามารถช่วยท่านให้สมปรารถนา   แต่ยังสามารถรักษาชื่อเสียงดีงามของท่านมิให้เป็นคนเย็นชาแข็งกระด้างและไร้น้ำใจ

รัชสมัยฮ่องเต้จ้าว   เกิดภัยพิบัติขึ้น  บ้านเมืองเดือดร้อน   ฮ่องเต้ไม่เหลียวแลชาวบ้านผู้อพยพ  แต่งตั้งขุนนางโกงกินบ้านเมืองสูบเลือดสูบเนื้อประชาชน   ก่อให้เกิดทุกข์เข็ญ   ในปีที่3ของรัชสมัย,  ฮ่องเต้ทรราชย์เพื่อความเพลิดเพลินใจ   สั่งลดจำนวนสนม   นางในโดนสำเร็จโทษให้เป็น มนุษย์สุกร    ในปีที่5ของรัชสมัย,  สั่งลงโทษขุนนางภักดีหลายครอบครัวโดยทัณฑ์ย่างมนุษย์   ในปีที่8,  ของรัชสมัย  ฆ่าล้างสามเมือง5ครั้งในมณฑลเจียงหนาน   ไม่เพียงกระทำอย่างโจ่งแจ้งในเจียงหนานแต่ยังมีการสังหารโหดนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้บันทึก   และในวันนี้, เจ้าเมืองแห่งชางเย่ขอเรียกร้องความเป็นธรรมจากสวรรค์เพื่อสังหารทรราชย์   เพื่อกวาดล้างความชั่วนำกองทัพนับแสนจรดเขตชายแดน   จ้าวเสี่ยวเจิ้ง,  ฮ่องเต้ชั่วเจ้าหมดสิ้นอำนาจบารมีแล้ว   มีอะไรต้องกลัวเกรงเจ้าอีก

***โทษทัณฑ์การย่างมนุษย์ทั้งเป็น คือ การลงทัณฑ์โดย จัดตั้งเสาทองเหลืองที่อาบน้ำมันและสุมถ่านไฟให้ระอุตลอดเวลา นักโทษจะถูกมัดกับเสาและจะค่อยๆโดนย่างจนตาย

หุบปาก “   ดาบของเสี่ยวเจิ้งกรีดลงบนคอของข้า   ฮ่องเต้ชั่วมองที่ข้าอย่างโกรธแค้น   ตาของเขาโปนถลนเกือบออกมานอกเบ้าตา   แต่เพื่อใช้ข้าต่อรองกับซีหวู่   เขาเลยยังไม่ลงดาบสังหารข้า

เสียงร่ำไห้ของเด็กและสตรีบนกำแพงค่อยๆเบาลง   พวกนางต่างก็เป็นสตรีมีการศึกษา   ถ้อยคำที่ข้าได้กล่าวออกไปหากกล่าวให้ชาวบ้านทั่วไปบนถนน   มันไม่ก่อผลอะไรนัก   แต่ทว่าเมื่อกล่าวต่อหน้าคนเหล่านี้   กลับก่อให้เกิดผลกระทบไม่มากก็น้อย

หยาดน้ำฝนหลั่งรินจากฟากฟ้า   ข้าแหงนเงยหน้ามองท้องฟ้าตะโกนเสียงดังก้อง   สามีของข้าได้บากบั่นนำทัพมาตลอดวันและคืนเพื่อจะปกป้องประชาชน   หลั่งเลือดและหยาดเหงื่อ  ต่อสู้จนสุดกำลังเพื่อจะยกทัพมาที่นี่   พวกเราถึงแม้เป็นสตรีมิอาจร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่สามี   แต่เพื่อกำจัดทรราชย์   พวกเราก็ไม่ขอเป็นภาระกับพวกท่าน

เหล่าสตรีต่างพากันเงียบงัน

ทรราชย์.....

หุบปาก… ”

ข้าอ้าปากจะเอ่ยคำพูดต่อ   แต่ทันทีทันใดเสียงคำรามตะโกนก้องมาจากด้านล่าง   ครั้งนี้เสียงของซีหวู่ช่างฟังดูแตกต่างกับเสียงของเขาที่ข้าคุ้นเคย   ในอดีตยามเมื่อข้าหลับทุกครั้ง   ข้ามักจะได้ยินเสียงของเขาที่เรียกชื่อข้าอย่างอ่อนหวานที่ข้างหู  ซางเกอ.. ซางเกอ...เสียงที่ไพเราะนุ่มนวลยิ่งกว่าท่วงทำนองใด

ข้าไม่อาจเห็นสีหน้าของเขาแต่รับรู้ได้ถึงความโกรธเกรี้ยวและหวาดหวั่นในน้ำเสียงของเขา

เขาเป็นห่วงข้า......

ข้ายิ้ม   ซีหวู่, เจ้าไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไป

หลังจากข้าแต่งให้กับเขา   ข้าแทบจะไม่ต่อต้านขัดใจเขาหรือทำให้เขาโกรธเลย   แต่วันนี้, ข้าจะไม่เชื่อฟังเขาอีกต่อไป   ท่ามกลางเสียงฝนตก, ข้ายังคงเปล่งเสียงให้ดังขึ้น   แต่ข้าไม่ได้ด่าทอฮ่องเต้ชั่วอีกต่อไป  แต่ข้ากลับทำสิ่งที่ข้าเคยใช้หาเลี้ยงตัวคือ การขับลำนำ

เสียงเพลงอ่อนหวานเศร้าสร้อย   " ยามพลัดพลากจากลา   ข้าและท่านต่าง...."

ก่อนข้าจะร้องจบประโยค   ฮ่องเต้ชั่วนั้นก็ทนไม่ไหว   ประกายดาบฟันฉับลงมาที่ข้า

ข้าเพียงแต่ทันได้เห็น   ชิ้นส่วนแขนเปื้อนเลือดในชายเสื้อ   กระเด็นโค้งขึ้นไปในอากาศหล่นลงไปจมโคลนที่พื้นเบื้องล่าง

รู้สึกเจ็บแปลบ,  ข้าปิดแขนที่เลือดกำลังไหล   ปากยังคงร้องเพลงต่อไป   เลือดและสายฝนชะชุดเจ้าสาวของข้าจนเปียกชุ่ม

หุบปาก...

อย่า...

สามีข้าและฮ่องเต้ต่างก็ตะโกนก้องมาที่ข้า   ฮ่องเต้จ้าวยกดาบฟันข้าอย่างบ้าคลั่ง

ท่ามกลางความลางเลือนของอนุสติเพราะความเจ็บปวด   ข้าได้ยินซีหวู่ร้องว่า   เสี่ยวเจิ้ง ถ้าเจ้ากล้าทำร้ายนางอีกครั้ง.... “   ก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค   ฮ่องเต้จ้าวยิ้มพร้อมกระซิบเยาะเย้ยที่ข้างหูข้า     
สามีเจ้าอยากได้แผ่นดินของข้า   ข้าจะให้   มันจะได้แผ่นดินของข้าโดยแลกกับความเจ็บปวดใจอย่างแสนสาหัส

ฮ่องเต้ดึงผมข้า   ลากข้าจนล้มลงไปกองกระแทกกับพื้นหินแข็งกระด้าง   ข้าไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น   แขนอีกข้างที่ยังเหลือของข้าข่วนตะกุยเปะปะลงบนหน้าของฮ่องเต้โฉด   แล้วนิ้วของข้าก็สัมผัสถึงสิ่งที่อุ่นและเปียก

ตามมาด้วยเสียงตะโกนของฮ่องเต้ว่า    ตาของข้า.. ตาของข้า…”
ฉวยโอกาสยามที่กำลังวุ่นวายสับสน   ข้าตะโกนดังก้อง   เจ้าเมืองแห่งชางเย่กำจัดทรราชย์เพื่อผดุงความสงบให้แก่ประชาราษฎร์   ซางเกอชาตินี้ได้เป็นฮูหยินของท่าน   ตายก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว
กล่าวจบแล้ว,  ข้ารวบรวมเรี่ยวแรงที่มีพุ่งศรีษะเข้ากระแทกร่างฮ่องเต้จ้าว   เสื้อคลุมและแขนเสื้อพลิ้วไสว   ข้าและฮ่องเต้ชั่วร่วงหล่นลงมาจากกำแพงเมืองหลวง

ก่อนที่คนเราจะตาย,   เวลาจะผ่านอย่างเชื่องช้ามาก

ข้ามองผ่านสายฝนที่ตกกระหน่ำ   ผ่านร้อยพันใบหน้าของทหารหาญ ทุกคนล้วนร่ำไห้   ข้าเห็นท้องฟ้าดำมืดค่อยๆรางเลือน   พลันปรากฏภาพม้าศึก หลงเหมย “   ในห้วงเวลาสุดท้ายข้าได้เห็นชายหนุ่มในชุดเกราะเปรอะเปื้อนเลือดและดวงตาที่เศร้าเสียใจ
ซางเกอ

หลายปีมานี่, ข้าโหยหาเสียงเรียกชื่อข้าจากท่าน   ตอนนี้ข้าได้ฟังมันแล้ว   ข้าได้ยินท่านเรียกชื่อข้า   ภายใต้ฝนตกกระหน่ำ, ท่านเรียกชื่อข้าด้วยเสียงที่แหบแห้ง

ซีหวู่,  ท่านจะจำครั้งแรกที่เราได้พบกันหรือไม่   เราพบกันครั้งแรกใต้ม่านฝนพรำเฉกเช่นเดียวกันกับตอนนี้

แรกพบพานภายใต้เงาฝน   ใต้ร่มต้นสนและต้นหลิวริมฝั่งน้ำแห่งเจียงหนาน   ภายใต้กระเบื้องหลังคา   ใต้หยดน้ำฝนเม็ดแล้วเม็ดเล่า   ในตอนนั้นตัวข้านั้นเป็นแค่นักร้องขับลำนำเพลงและบทกวี   ส่วนท่านก็เป็นแค่เจ้าเมืองเสเพล  หาความสำราญไปวันๆ

พบพานภายใต้เงาฝน,  ผูกสัมพันธ์ชั่วชีวิต

และตอนนี้,  ข้าก็เป็นอิสระจากท่านแล้ว



...............................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น