งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Mulberry Song บทที่ 2. เทศกาลโคมไฟ

อาณาจักรฉีล่มสลาย    แผ่นดินได้ถูกสถาปนาขึ้นมาใหม่ภายใต้การปกครองของเจ้าเมืองแห่งชางเย่, อันซีหวู่    สถาปนารัชสมัยใหม่ ฉางเกอ (ความหมาย คือบทเพลงอันเป็นนิรันดร์)


เวลาผันผ่านเพียงพริบตาเดียว ก็มาถึงเทศกาลเดือนเจ็ด ข้ายืนอยู่ริมฝั่งลำน้ำจ้องมองออกไปที่เรือลำใหญ่ที่ลอยลำอยู่กลางแม่น้ำ    บนเรือลำนั้นกำลังมีงานเลี้ยงครึกครื้น   ข้ายืนเงียบงันไร้ซึ่งคำพูดใด


ใช่...ข้าตายไปแล้ว   ตายในคืนที่บัลลังค์แคว้นฉีถูกยึดครอง   แต่ข้ายังไม่ได้ไปยังโลกหน้า ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากไป   แต่เพราะว่าไม่มีผู้นำทางจากโลกหน้ามาพาข้าไป   ดังนั้น, ข้าจึงกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่ในโลกมนุษย์   ที่เรียกกันว่า...ผี

การจะเป็นผีนั้น,  ต้องมีเรื่องติดค้างที่เป็นแรงยึดเหนี่ยวผีตนนั้นที่ยังไม่ได้สะสางให้แล้วเสร็จ ข้าคิดแล้วคิดอีกแต่ข้าก็ยังคิดไม่ออกว่าอะไรหรือสถานที่ใดในโลกนี้ที่ข้ายังยึดถือยึดมั่นอยู่ ข้าไม่รู้ว่าข้าควรไปที่ไหน   แต่โชคยังดีที่ข้ายังคงติดตามสามีข้าตลอด

ข้าดูเขาขึ้นครองบัลลังก์   ดูเขาเถลิงราชย์เป็นฮ่องเต้   ทำการขจัดบรรยากาศการนองเลือดที่ปกคลุมเมืองหลวง   แล้วฝังข้าอย่างสมเกียรติยศของฮองเฮาคู่บัลลังก์

ข้ารู้   บางทีในใจเขาคงคิดตอบแทนคุณความดีของข้าด้วยวิธีนี้   ข้าเองก็ได้เห็นและรู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง

ข้าเฝ้ามองเขาทุกวันในท้องพระโรงขณะว่าราชการ,  ตอนกินข้าว,  ตอนนอนหลับ    ข้าได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดเขามากกว่าตอนที่ข้ามีชีวิตอยู่ซะอีก   ไม่มีใครมองเห็นข้าซึ่งหมายถึงข้าสามารถไปไหนมาไหนอย่างอิสระทุกที่ๆเขาอยู่

แต่วันนี้ข้าไม่อยากอยู่เคียงข้างเขา   เพราะว่าเทศกาลวันนี้ ทั้งนางกำนัล,  นางรำมากมายต่างเยื้องกายร่ายรำ ขับร้องบทกลอน   เฝ้าคลอเคลียอยู่ข้างกายเขา บรรยากาศตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเครื่องหอมเย้ายวนใจภายใต้ผืนผ้ากางกั้นเบาบาง ไม่ว่าข้าจะใจกว้างเพียงใดข้ายังคงรู้สึกไม่สบายใจที่จะดูอยู่ดี   ดังนั้นเป็นการดีกว่าที่จะมาหลบอยู่ห่างไกลในที่ๆ ไม่สามารถเห็น    ไม่รับรู้ซะก็ถือว่าไม่มีอะไรได้

แสงไฟจากโคมบนเรือหรูหราสลัวลง   ดูเหมือนว่างานเลี้ยงจะเลิกราแล้ว   ข้าคิดถึงบรรยากาศที่อบอวลเต็มไปด้วยแป้งประทินโฉมและเครื่องหอมแล้ว   ข้ามิรู้สึกอยากกลับขึ้นไปหาเขา

เพียงไม่นานสิ่งที่ข้าไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น มีคนกลุ่มหนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสามัญชน เดินลงมาจากเรือสำราญนั้น คนที่เดินนำหน้ากลุ่มคนผู้นั้นคือสามีของข้า, อันซีหวู่

นี่คือการแฝงตัวเป็นสามัญชนขององค์ฮ่องเต้...

และที่ติดตามข้างกายเขาคือข้ารับใช้ที่ไว้ใจได้    ด้วยความอยากรู้อยากเห็นข้าตามพวกเขาไป
เขาตรงไปที่ตลาดกลางเทศกาลเดือนเจ็ด  เมืองประดับโคมสว่างไสว   ร้านค้าบ้านเรือนสองข้างทางล้วนประดับประดาด้วยโคมไฟน้อยใหญ่   คู่รักล้วนจับจูงมือกันเดินเล่น   เขาเดินนำหน้าตรงไปยังจุดที่คึกคักที่สุด   โดยไม่สนใจผู้ติดตามด้านหลังซึ่งกำลังระวังระไวแตกตื่นไม่ต่างกับมดในกระทะร้อน

อันซีหวู่ก็ยังคงเป็นอันซีหวู่   แม้เป็นฮ่องเต้แล้วก็ยังคงเป็นเช่นนี้

ข้าตามเขาไปโดยไร้สุ่มเสียง   ดูเหมือนเขาจะพยายามสลัดทิ้งผู้ติดตาม   เขาเดินวนเวียนรอบแล้วรอบเล่ากลางฝูงชน   สุดท้ายเขาก็ซื้อหน้ากากปีศาจมาใส่แล้วซื้อโคมไฟอันหนึ่ง   แสร้งทำเป็นชายที่กำลังจะไปพบคนรัก

ข้าถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

เวลาล่วงผ่าน ผู้คนที่เดินผ่านไปมาล้วนมีรอยยิ้มบนใบหน้า   แม่น้ำไหลเอื่อยผ่านเมืองเต็มไปด้วยโคมไฟ   บรรจุคำอธิษฐานของผู้คนลอยละล่องไปตามสายน้ำ

เขาเดินช้าๆข้ามแม่น้ำ   ผ่านสะพานหินสีขาว   มือข้างหนึ่งถือโคมไฟเทศกาล   มืออีกข้างทิ้งข้างลำตัว   ข้ามองเขาค่อยๆหันหลบทางให้เด็กน้อยกลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านไป    มือของเขาเหวี่ยงมายังด้านหลังราวกับว่าเขากำลังจับจูงมือของใครคนหนึ่ง

หลังจากพวกเด็กๆวิ่งผ่านไป,  เขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่จุดเดิมชั่วครู่    อยู่ๆริมฝีปากเขาก็ยิ้มเหมือนเย้ยหยันสิ่งหนึ่งสิ่งใด   แต่ในดวงตาของเขามีแต่ความสูญเสียเศร้าสร้อย

อารมณ์ลึกซึ้งนี้มิได้อยู่บนสีหน้าเขานาน   เมื่อยามเขาเดินพ้นผ่านสะพานน้อยมุ่งตรงไปยังริมแม่น้ำ ณ ที่นั่นเขาม้วนแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้น   จุดประทีปและปล่อยโคมไฟอันน้อยลงน้ำ

ข้ายืนอยู่ริมฝั่งมองดูเหตุการณ์เหล่านี้   อดคิดย้อนหลังไปถึงเทศกาลเดือนเจ็ดหลายปีก่อนที่เจียงหนานไม่ได้   ใต้แสงจันทร์คืนนั้น,  ข้ากล่าวกับเขาว่า

อันซีหวู่   ข้าทำโคมอธิษฐานให้ท่าน

ขอบใจเจ้าที่ลำบากเพื่อข้า “   มือของเข้าไพล่อยู่ด้านหลังขณะที่สายตามองตรงไปที่ย่านการค้าด้านหน้าไกลออกไปอย่างไม่สนใจเท่าไรนัก

ข้าช่วยขยับเสื้อคลุมและจัดเรือนผมที่โดนลมตียุ่งเหยิงให้เขา   เขาค่อยๆหันมากล่าวกับข้าว่า    เจ้ามักจะปรนนิบัติตัวข้าที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นอย่างดี   แต่ข้ารู้ว่าในใจเจ้ามุ่งหวังสิ่งที่สูงส่งกว่านี้   เจ้าคงไม่พอใจแค่ตำแหน่งเจ้าเมืองแห่งชางเย่   คงมีสักวันที่เจ้าจะทอดทิ้งข้า

ตาของเขาสบตาข้า   ประกายในตาของเขาสั่นไหว

ที่บ้านเกิดของข้ากล่าวกันว่า   สิ้นสุดของการรอคอยคือ   แสงสว่างอันเปรียบเหมือนท่วงทำนองแห่งความสุข......ชีวิตนี้ข้าซางเกอเมื่อได้มาเป็นฮูหยินของท่าน   ไม่ว่าจะเป็นรักแท้หรือรักลวง    ข้าก็ยังคงเป็นภรรยาท่าน หากแม้นมีวันใดที่ท่านจากข้าไป   ข้าก็ยังคงเฝ้ารอท่านแม้ชีวิตข้าจะหาไม่

เขาหลุบเปลือกตาลง   เงียบงันไปชั่วครู่    เจ้าจงรอข้า....

จากนั้นการเฝ้ารอของข้าก็เริ่มต้น    ท่านเจ้าเมืองชางเยแห่งเจียงหนานย้ายเข้ามาพำนักในเมืองหลวง   ทุกวันข้ารอเขากลับจากพระราชวัง   รอเมื่อเขาต้องออกไปทัพเพื่อรบกับพวกนอกด่าน   ทุกคืนข้ารอเขากำชัยชนะกลับมา   เขาวางแผนให้ฮ่องเต้จ้าวส่งเขาออกไปประจำนอกเมืองหลวง   ข้ากลายมาเป็นตัวประกันเฝ้ารอเขากลับมารับข้าที่เมืองหลวง

ในที่สุดเขาก็กลับมา   พร้อมกับการรอคอยของข้าที่เลื่อนหลุดลงจากบ่าทั้งสองข้าง

ประกายเจิดจ้าสว่างไสวตกกระทบในดวงตาข้า   พร้อมกับเสียงดังกึกก้องแทรกเข้ามาในความคิดของข้า   ข้าเงยหน้าแหงนมอง   ไม่รู้ว่าเศรษฐีใหญ่ตระกูลใดจัดการละเล่นดอกไม้ไฟ   ประดับประดาท้องฟ้ายามค่ำให้เต็มไปด้วยความงดงามตระการตา

ทุกคนต่างมองขึ้นไปบนท้องฟ้า   ส่งเสียงโห่ร้องสนุกสนาน

ข้าอดยิ้มไม่ได้   ทุกครั้งที่มีงานเลี้ยงหรูหราในวังจะมีการแสดงดอกไม้ไฟ   ทั้งยิ่งใหญ่ และงดงามเป็นอันมาก   แต่ก็ยังอบอวลไปด้วยความเย็นชา   เต็มไปด้วยพิธีการ   ไม่เหมือนยืนมองดอกไม้ไฟริมน้ำ ณ เวลานี้

ซีหวู่รู้สึกเช่นข้าด้วยหรือไม่

ข้าหันไปมองดูเขา   แต่ข้าไม่เห็นใบหน้าที่มีรอยยิ้มของเขาเหมือนที่ข้าคิดไว้   ข้ากลับเห็นเขามองตรงมายังข้าและค่อยๆ ถอดหน้ากากปีศาจออก

ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ   และมีประกายแห่งความปิติเจือจางอยู่

ในห้วงขณะนี้,  ข้าคิดเหลวไหลว่า...บางทีเขาอาจจะเห็นข้า   ข้าได้แต่ยืนอย่างเงียบงันจ้องไปที่เขาที่อีกฝั่งของแม่น้ำ   ข้าค่อยๆ ยิ้ม   ท่ามกลางโคมไฟน้อยใหญ่ในแม่น้ำและพลุไฟที่สวยงามบนฟากฟ้า   ข้าคิดเอาเองว่าเหมือนเวลาได้หยุดลง  “ ซางเกอ...

เขาเรียกชื่อข้าด้วยเสียงอันอ่อนโยน   เท้าข้างหนึ่งของเขาก้าวลงแม่น้ำ

ก่อนที่ใครจะทันขยับตัว   เขาทิ้งตัวลงน้ำมุ่งตรงมาที่ข้ายืนอยู่   ปัดป่ายโคมไฟในสายน้ำคว่ำกระจายแหวกเป็นทางทิ้งไว้เบื้องหลัง

ผู้ติดตามตามจนพบเขา   ต่างแตกตื่นมุ่งตรงมาพร้อมร้องเรียก    นายท่านๆๆ...ระวังๆๆ....”    สามีข้าว่ายน้ำไม่เป็นแต่โชคดีที่แม่น้ำไม่ลึกมาก    จุดที่ลึกที่สุดเพียงแค่อกของเขาเท่านั้น

ดวงตาเขาจับจ้องมาที่ข้าขณะย่างเท้าทีละก้าวตรงมา    ยิ่งก้าวเข้ามาใกล้ข้าเท่าไร ความสุขความดีใจในดวงตาเขาก็ไม่อาจปกปิดต่อไปได้อีก

ความรู้สึกเศร้าพรั่งพรูเข้ามาในใจข้า   ข้ามิอาจฝืนยิ้มต่อไปได้

ทันทีทันใดนั้น,  อยู่ๆเท้าข้างหนึ่งของสามีข้าก็ลื่น   ร่างของเขาทั้งร่างจมลงไปในน้ำ ข้าสาวเท้าขึ้นหน้าอย่างลืมตัวหวังจะฉุดร่างเขาขึ้น   แต่รู้สึกฉับพลันถึงสายน้ำที่ไหลทะลุร่างของข้าไป   ข้าได้แต่ยืนนิ่งงันไม่เคลื่อนไหว

ผู้ติดตามไม่ได้สนใจอะไรอีก   ต่างก็พากันกระโดดลงไปถึงข้างตัวเขา   เขาดิ้นรนอยู่ในน้ำครู่นึงก่อนที่จะหยั่งเท้าเหยียบอย่างมั่นคง

เมื่อเขาหยัดตัวได้ในน้ำ   เขารีบกวาดตามองมาที่ริมฝั่ง   แล้วใบหน้าเขาก็ซีดเผือด

ซางเกอ...”    เขาตะโกนเรียกชื่ออย่างคลุ้มคลั่ง   ผลักผู้ติดตามที่เข้ามาประคองเขา กระเสือกกระสนวิ่งขึ้นมาบนฝั่งพร่ำร้องเรียกไม่หยุดปากเหมือนเด็กที่กำลังหลงทาง "ซางเกอ...ซางเกอ.."   ราวกับว่า....นอกจากคำสองคำนี้    เขามิอาจกล่าวคำใดอื่นออกมาได้

ข้ายืนเงียบฟังเขาเรียกชื่อข้าอยู่ข้างกายเขา   เขามองหาข้ารอบบริเวณ   ตัวเขาเปียกชุ่มไปทั้งตัว   ท่วงท่าราวกับคนที่หัวใจได้แตกสลาย

อันซีหวู่,  เมื่อใดที่เจ้าได้กลายมาเป็นเช่นนี้

ข้าก้มหน้า   หลุบตาลงพร้อมทอดถอนใจที่ไม่มีใครได้ยิน

เขาเดินทางกลับวังอย่างเต็มไปด้วยความเศร้า   ผู้ติดตามล้วนต่างไม่กล้าหายใจดังๆ
คืนนั้น,  เขามีไข้สูง   ไม่ได้สติ   ปากพึมพำคำเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา   ขันทีรับใช้ขยับตัวเข้าไปฟังใกล้ๆ   ได้ยินเป็นคำว่า   "ซ……..เกอ"
(คำว่า เกอ แปลว่า ลำนำ/เพลง)

ฝ่าบาทคงอยากจะฟังลำนำเพลง    ด้วยพระวรกายที่ยังทรงเป็นไข้อยู่ไม่อาจตากลม ขันทีรับใช้จึงนำนักร้องมาขับร้องอยู่ภายนอกประตู   ให้พวกนางยืนกลางสายลมหนาว   ขับขานตลอดทั้งคืน

ข้านั่งอยู่ข้างเตียงเขา   จ้องมองเขา   มีแต่ข้าที่รู้ว่าเขาไม่ได้เรียกร้องอยากจะฟังบทเพลงแต่เรียกหาข้า   ข้ารู้ว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุดคือพักผ่อนอย่างเงียบสงบไม่ใช่อึกทึกด้วยเสียงเพลง

แต่ข้าก็ไม่สามารถบอกใครให้รู้ได้

กลางดึก,  ขณะที่นักร้องกำลังขับขานบทเพลง    ซีหวู่อยู่ๆ ก็ลืมตา   แววตาเลื่อนลอย เสียงแหบพล่าเมื่อเขาพูดว่า

ซางเกอ,  ข้าปล่อยโคมอธิษฐานให้เจ้า

เมื่อเขากล่าวจบ   เขาก็ผล็อยหลับไป

ข้ามองดูเขาอย่างเงียบงัน
.....................

อันซีหวู่เป็นคนสุขภาพแข็งแรง   เขาไม่เคยล้มป่วยแต่ครั้งนี้ราวกับโรคภัยได้จับแน่นฝังลึกลงในตัวเขามากกว่าที่ข้าคิด  ยาวนานนับเดือนกว่าเขาจะเริ่มดีขึ้น   เข้าสู่ในช่วงกลางเทศกาลฤดูหนาว   ที่พระราชวังจัดงานเลี้ยงฉลองเทศกาลฤดูหนาวและได้เชื้อเชิญกษัตริย์หนานอี้   ร่ำลือกันว่าครั้งนี้กษัตริย์หนานอี้ได้นำองค์หญิงซึ่งงดงามเป็นหนึ่งในแผ่นดินมาด้วย   จุดประสงค์ที่เดินทางมาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน

การก่อตั้งราชวงศ์ใหม่,  ไม่เพียงแต่ตำแหน่งฮองเฮายังคงว่างเปล่า   แต่แม้แต่วังหลังทั้งหมดก็ยังไม่มีสนม   นางในแม้แต่คนเดียว   พวกขุนนางได้ถวายฎีกาขอให้ซีหวู่คัดเลือกนางสนมนางในหลายครั้งหลายครา   แต่ก็ถูกองค์ฮ่องเต้เลื่อนไปก่อนเนื่องจากมีภารกิจต้องสะสางมากมาย

แต่ครั้งนี้,  ข้าเกรงว่า.... เขาจะต้องรับผู้หญิงเข้ามาในวังหลัง

ผู้หญิงของเขา.........

นิ้วของข้าค่อยๆไล้ไปตามรูปหน้าของเขา   จนจบที่ริมฝีปากของเขา   ข้าคิดว่าหลังจากที่เขารับ   องค์หญิงของกษัตริย์หนานอวี้เข้ามาแล้ว   ข้าจะไปที่อื่นเพราะเขาจะมีผู้หญิงอีกคนมาอยู่เคียงข้างเขา    เฝ้ารอคอยเขา

ในค่ำคืนกลางเทศกาลฤดูเหมันต์   พระจันทร์สาดแสงทั่วท้องนภา   งานเลี้ยงพระราชทานก็ได้เริ่มต้น

กษัตริย์หนานอวี้ประทับนั่งอยู่เก้าอี้เยื้องไปทางด้านซ้าย    ยกจอกเหล้าขึ้นและกล่าวว่า    ฝ่าบาท,  ข้าใคร่ขอพระราชทานอนุญาตให้บุตรีของข้าร่ายรำถวายฝ่าบาท

ซีหวู่ยิ้มเยื้อน   ข้าได้ยินชื่อเสียงขององค์หญิงหนานอวี้ว่างดงามเป็นหนึ่ง   แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าทรงร่ายรำได้งดงามอีกดัวย   ได้ดูวันนี้นับว่าเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่ง

 กษัตริย์หนานอวี้ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ    ตบมือออกไปสองครั้ง   ทันใดนั้น,  ก็มีร่างอ้อนแอ้นอรชรเยื้องย่างออกมาด้วยชุดโปร่งบางสีขาวนวล   ใบหน้าคลุมด้วยผ้าบางก้าวออกมาตรงหน้าพระที่นั่ง   ด้วยรูปร่างงดงามอรชร,  นางก็เรียกร้องความสนใจจากทุกคนได้โดยมิต้องเผยโฉมหน้า   นางถวายคำนับต่อซีหวู่   เปล่งเสียงสดใสดั่งระฆัง   “ ซูเอ๋อความสามารถยังอ่อนด้อยนัก

เสียงนั้น....ข้าถึงกับตกตะลึง   ข้าแค่นหัวเราะอย่างขมขื่น   นี่คือสวรรค์ลิขิตหรือไร เสียงของนางถึงได้คล้ายคลึงข้านัก   หรือว่าเป็นการจัดแจงโดยกษัตริย์หนานอวี้   ข้าก็มิอาจรู้ได้   หากซีหวู่ยังมีใจยึดมั่นกับข้าแม้เพียงนิด   เขาต้องแต่งตั้งองค์หญิงซูเอ๋ออย่างแน่นอนมิต้องสงสัย
การร่ายรำของนางไม่โดดเด่นมากมายนัก   แต่แค่เรือนร่างเย้ายวนก็เพียงพอที่จะสร้างกระแสปั่นป่วนเย้ายวนอารมณ์แล้ว

เมื่อการร่ายรำจบลง    ซูเอ๋อหมุนตัวเพื่อโค้งคำนับต่อซีหวู่   แต่ในตอนท้ายอยู่ๆเท้านางเกิดพลิก   สิ้นเสียงอุทานด้วยความตกใจ   นางถลาล้มลงกับพื้น   ผ้าคลุมหน้าสีขาวบอบบางนั้นก็เลื่อนหลุดจากใบหน้าของนาง   เผยให้เห็นความงามอันล้ำเลิศใต้ผ้าผืนนั้น

เสียงถอนหายใจของชายหนุ่มทั้งหลาย   ดังระงมขึ้นทั่วห้อง

นางกำนัลรับใช้หลายนางรีบวิ่งเข้ามาประคองนางขึ้น   ดวงเนตรงามใสขององค์หญิงซูเอ๋อคลอคลองไปด้วยหยดน้ำตา   นางชะม้ายสายตาชำเลืองมองไปที่ซีหวู่ด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเสียใจและขอลุแก่โทษ   ท่วงท่าทั้งอ่อนแอบอบบางและไร้เดียงสานั้น   ก็แทบจะทำให้ผู้คนอยากจะก้าวเท้าออกไปดึงนางขึ้นตะกองกอดด้วยความรักทนุถนอม

กษัตริย์หนานอวี้หายตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลุกขึ้นโค้งคำนับต่อซีหวู่    กล่าวว่า   “บุตรีของข้าไร้สามารถ   โปรดให้นางได้ทำคุณไถ่โทษด้วย

ซีหวู่ไม่ตอบเพียงแต่จับจ้องไปที่ซูเอ๋อด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก   กษัตริย์หนานอวี้ไม่เพียงไม่โกรธที่เขาไม่กล่าวอะไรกลับหัวเราะเสียงดังแทน    ข้ากษัตริย์หนานอวี้ได้ยินมาว่า.....ฝ่าบาทยังไม่ได้รับนางสนมนางในเลย   นับตั้งแต่สถาปนาแผ่นดินจะร้างลาฮองเฮาไม่ได้   ดังนั้น...

ไม่รอให้เขาพูดจบ   ซีหวู่พูดแทรกขึ้นว่า   กษัตริย์หนานอวี้ไม่ทราบว่าท่านรู้จักฮองเฮาของเราหรือไม่

อดีตฮองเฮาเสียสละชีวิตพระนางเพื่อแผ่นดิน   เป็นวีรสตรีที่หาได้ยากยิ่ง   พระนามเลื่องลือระบือไกล   ข้าย่อมต้องรู้จัก

ตั้งแต่ข้าก่อตั้งแคว้นขึ้นมาใหม่   ข้ายังคงคิดถึงฮองเฮาของข้า   กระสับกระส่ายทุกค่ำคืนยากจะข่มตาหลับ   ข้ารู้สึกไม่เป็นธรรมกับตัวองค์หญิงหากรับนางเข้ามาอยู่ในวังหลัง”    คำพูดของเขาเปิดเผยไม่ได้ปิดบังความรู้สึกใดๆ    ข้าราชการระดับสูงที่ใกล้ชิดกับซีหวู่ต่างก้มหน้าก้มตาดื่มเหล้าต่อไปโดยไม่กล้าเหลือบขึ้นไปมอง

ฟังดังนี้แล้วกษัตริย์หนานอวี้เริ่มมั่นใจว่า    ซีหวู่เริ่มมีใจหวั่นไหวคิดเอนเอียงที่จะรับนางสนม  ดังนั้นจึงรีบหันไปสำทับเสียงดังกับองค์หญิงซูเอ๋อ    " เจ้ารู้สึกอึดอัดขัดข้องอันใดหรือไม่ "

ซูเอ๋อชะม้ายตามองซีหวู่อย่างเอียงอาย    นวลแก้มซับสีแดงระเรื่อ    นางตอบเสียงอ่อนหวานว่า    ซูเอ๋อ...ซูเอ๋อมิรู้สึกขัดข้องอันใดเพค่ะ”   กษัตริย์หนานอวี้ยิ้มอย่างพอใจให้กับซีหวู่ 

แต่ซีหวู่ลดมือวางจอกเหล้าลงพร้อมกับพูดว่า    ข้าเกรงว่าฮองเฮาของข้าจะคับข้องใจ
วาจาเมื่อกล่าวออกไป   หน้าของกษัตริย์หนานอวี้เปลี่ยนสี   แม้แต่องค์หญิงซูเอ๋อก็ตัวอ่อนระทวยล้มลงในอ้อมแขนของนางกำนัลรับใช้   ใบหน้าซีดเผือดของนางจับจ้องไปที่องค์ฮ่องเต้

ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางหัวใจข้า   ชายแดนติดกับแผ่นดินหนานอวี้มักเกิดการสู้รบระหว่างแคว้นกันอยู่เนืองๆ    การที่กษัตริย์หนานอวี้นำตัวองค์หญิงมาก็เพื่อหวังให้มีการอภิเษกเชื่อมสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน    ซีหวู่ควรตอบรับเห็นด้วยกับการอภิเษกครั้งนี้เพื่อความมั่นคงของแผ่นดินในอนาคตข้างหน้า    แต่เขากลับ....

บัลลังค์นี้แลกมาด้วยชีวิตของฮองเฮา   ข้านั่งบัลลังค์ครองแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้ได้ก็ด้วยความกล้าหาญของฮองเฮา”    เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปลี่ยนแปลง   แต่คำพูดแต่ละคำก็ทำให้คนบางคนสีหน้าซีดเผือด   ตราบใดที่ฮ่องเต้คือข้า อันซีหวู่    ตำแหน่งฮองเฮาของข้า ก็คือ ซางเกอตลอดไป   หากผู้ใดต้องการเข้ามายังวังหลังตามกฎมณเฑียรบาลคือต้องได้รับพระราชโองการจากองค์ฮองเฮาเสียก่อน

งานเลี้ยงพระราชทานเทศกาลเหมันต์ฤดูปีนี้ กษัตริย์หนานอวี้สะบัดแขนเสื้อจากไป เหล่าข้าราชบริพารนั่งเงียบสงัด   ชั่วขณะหนึ่ง,  องค์ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองไปที่ดวงจันทร์แล้วมีรับสั่งให้เหล่าขุนนางแยกย้ายกันกลับ

ขณะที่เหล่าขุนนางค่อยๆทยอยกันกลับ    ขันทีรับใช้ก็เริ่มเก็บกวาดสถานที่จัดเลี้ยง ขันทีผู้ที่เป็นผู้นำทางองค์ฮ่องเต้เสด็จกลับตำหนักเพื่อพักผ่อน   อยู่ๆ พระองค์ก็ตรัสถามว่า  องค์หญิงหนานอวี้งดงามหรือไม่?

ขันทีผู้นั้นตะลึงตกใจชั่วครู่   จากนั้นก็รีบทิ้งตัวลงคุกเข่าดังตุบ   ในใจนั้นไม่ทราบว่าจุดประสงค์ของฮ่องเต้ที่ตรัสถามคืออะไร   มันมิกล้าตอบ

ฮ่องเต้ถอนหายใจออกมา   ตรัสพึมพำกับตัวเองว่า   ความงามเลิศล้ำเยี่ยงนี้ขององค์หญิง   ยังมิสู้เทียบเท่าแม้แต่น้อยของตัวตนนาง   ถึงแม้นางจะไม่แสดงความเอียงอายและบอบบางของหญิงสาว  แต่นางก็สง่างาม ทระนง ในตัวนางเองยิ่งนัก”   กล่าวจบแล้ว   ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นและเดินจากไป

ข้าเหยียบย่างขึ้นตรงกลางของเวทีที่บัดนี้ว่างเปล่าร้างลาผู้คน    มือของข้ากุมที่ทรวงอก    ดูเหมือนว่าหัวใจที่ชืดชาของข้าราวกับเริ่มเต้นไหว

อันซีหวู่พูดว่า   เขาจะไม่รับสนมนางใน   เขาไม่ปรารถนาจะทำร้ายจิตใจข้า

เขาพูดว่า   ตราบใดที่ฮ่องเต้คือ อันซีหวู่ องค์ฮองเฮาก็คือ ซางเกอ ตลอดไป

ข้ากุมหน้าอกแน่น   เสียงในอกของข้าดังราวกับเสียงฟ้าร้อง

ค่ำคืนนั้น,  ซีหวู่ได้มีคำสั่งเรียกขุนนางอาวุโสให้เข้าเฝ้า

วันต่อมา,  ขุนนางประกาศราชโองการ  เพื่อประกาศคุณงามความดีของฮองเฮาประทานพระนามว่า   ฮองเฮา หยงหยี่”   ผู้เสียสละชีวิตเพื่อประเทศชาติ   องค์ฮ่องเต้ขอประกาศคุณงามความดีของพระนาง   โดยจะไม่แต่งตั้งฮองเฮาใหม่ไปตลอดรัชกาลของพระองค์  ประกาศให้ทราบทั่วกันทั้งแผ่นดิน


นับจากนั้น,  ไม่มีใครหน้าไหนยกหัวข้อเรื่องคัดเลือกนางสนมกราบทูลฮ่องเต้อีกเลย


..................................................
จบบท

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น