วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Mulberry Song: บทที่3. ห้วงฝันอันลึกซึ้ง

เพียงกระพริบตาเดียว, เวลาได้ผันผ่านมาถึงเดือนสิบสอง   ทั่วทั้งเมืองหลวงขาวโพลนไปด้วยสีขาว
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ,  ซีหวู่กลับไปที่ตำหนักส่วนตัว   และตัวข้าก็เดินตามหลังเขาช้าๆ   สองสามวันมานี่,  มีรายงานของพายุหิมะพัดถล่มในหัวเมืองทางใต้   เขาเป็นกังวลต่อสถานการณ์มากทำให้นอนไม่หลับมา 2-3 วันแล้ว   รอบดวงตาของเขามีรอยดำช้ำจากการพักผ่อนไม่พอปรากฏอยู่


หลังจากนั่งอ่านฎีกาที่นำส่งขึ้นมา,  ความง่วงงุนก็เพิ่มขึ้น,  จนเขาเอนซบหลับบนโต๊ะทรงงานโดยไม่รู้ตัว   ข้าอยากคลุมผ้าห่มให้เขาเหลือเกินแต่ข้าก็ไม่สามารถ

ข้างนอกหน้าต่าง,  เสียงหิมะโปรยปรายลงมา   เสียงหิมะตกแผ่วเบาแต่ก็ทำให้เขารู้สึกตัวตื่นขึ้นได้   เขาชำเลืองออกไปนอกหน้าต่างและถอนใจออกมาเบาๆ   จัดแจงคลุมร่างด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่   และก้าวเดินออกมานอกห้อง   ปฎิเสธขันทีรับใช้ที่กำลังจะติดตาม   เขาเดินถือร่มและโคมไฟมาตามลำพังไปเรื่อยๆในพระราชวัง   ก้าวเท้าช้าๆเหมือนไม่มีจุดหมายใดในใจ

ท้องฟ้าไร้ซึ่งแสงเดือนและดาว   ฟ้าพร่างพรายไปด้วยเกล็ดหิมะ   พื้นที่ทั้งในและนอกเมืองหลวงขาวราวกับกำลังไว้ทุกข์   มีเพียงตัวเขาและโคมไฟส่องทางที่เป็นแสงสีเพียงหนึ่งเดียวในที่แห่งนี้

เบื้องหลังของเขา,   ข้าเดินตามจังหวะก้าวเท้าของเขา   หนึ่งคนหนึ่งผี   ข้าคิดว่าข้าจะเฝ้าติดตามเขาไปเรื่อยๆ   เฝ้ามองดูเขาแก่ชราลงก็ไม่เลวเลย

ไม่รู้ว่าเราสองคนเดินมาด้วยกันนานแค่ไหน   อยู่ๆเขาก็หยุดเท้า   จ้องเงียบๆไปยังประตูพระราชวัง   ข้าก็พลอยหยุดก้าวเท้าไปด้วย   ยกศีรษะพร้อมเหลือบตาขึ้นมอง   ข้าอดคิดถึงอดีตที่ผ่านมาไม่ได้

ตำหนักซูลูเกอ.....

ฮ่องเต้จ้าว,  ทรราชย์ในราชวงศ์ก่อนเมื่อรู้ว่า  ซีหวู่ทรยศก่อการกบฎ    ก็ได้กักขังข้าไว้ในพระราชวัง   ก่อนที่ข้าจะตาย, ช่วงเวลาหนึ่งปีสุดท้ายที่ได้พำนักอยู่ที่ตำหนักส่วนนี้   มองกลับไปแล้วชีวิตข้าช่วงนั้นมีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย   ข้าพบว่าข้าจำรายละเอียดเหตุการณ์ส่วนใหญ่ไม่ได้   จำได้แต่ความรู้สึกเจ็บปวดจนไม่อยากจะจดจำอีกต่อไป

ฮ่องเต้จ้าวเสี่ยวเจิ้งป่าวประกาศส่งข่าวออกไปภายนอกถึงความเป็นอยู่ของข้าในวัง   เขาใช้ความลำบากและทรมานของข้าเพื่อบีบบังคับซีหวู่ให้ยอมแพ้   แต่เขาคงคิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มที่มีอุดมการณ์   มุ่งมั่นอย่างแรงกล้าหรือจะยอมละทิ้งทุกอย่างเพื่อสตรีนางเดียว

ซีหวู่ผลักบานประตูหนาหนักนั้น   ย่างเท้าเข้าไปข้างใน   มองดูรอบตัวในลานสวน   เขาตกตะลึง   สถานที่แห่งนี้ไม่เคยมีใครเหยียบย่างทำความสะอาด   ที่ปรากฏแก่สายตาคือ....ความวุ่นวายโกลาหล   ห้วงเวลาบรรยากาศในสถานที่แห่งนี้สะท้อนถึงเหตุการณ์ในคืนอันวุ่นวายนั้นได้เป็นอย่างดี

มีห้องหับมากมายในพระราชวัง   หลังจากเขาขึ้นครองราชย์   เขาไม่ได้เหยียบย่างเข้ามาในส่วนนี้ของวังหลังเลย   ถ้าเขาไม่ได้ใส่ใจในความเป็นไปของส่วนใดเป็นพิเศษ   ผู้คนทั่วไปในพระราชวังก็ทำแค่เฝ้าดูแลทำความสะอาดแค่พื้นที่ๆ เขาจะไปเยี่ยมเยือนเท่านั้น   ล้วนไม่มีเหตุผลที่พวกเขาต้องเปลืองแรงดูแลสถานที่ๆถูกทิ้งร้างแห่งนี้

ที่ลานสวน, หิมะเริ่มตกหนาขึ้น   ทุกย่างก้าวทิ้งรอยเท้าบนพื้นหิมะ   การก้าวเท้าเริ่มยากลำบาก   เมื่อเขาเดินมาหยุดตรงกลางลานสวนนั้น   เขายืนนิ่งชั่วครู่จากนั้นก็ส่งเสียงเรียกออกมาว่า

ซางเกอ

ข้าขานรับเสียงอ่อนโยนนั้นโดยทันใด   แต่แล้วความเป็นจริงก็เข้ามาจู่โจมข้า   เขาจะได้ยินเสียงข้าได้อย่างไร?

เขาเอ่ยกับตัวเองเพียงลำพังในสวนว่า   เจ้าเคยร้องเรียกชื่อข้าเช่นนี้เหมือนกันใช่หรือไม่..

แน่นอนข้าเคย   เมื่อกองกำลังของฮ่องเต้เสี่ยวเจิ้งเริ่มประสบความพ่ายแพ้    เขาก็จะมาระบายอารมณ์โกรธที่ข้า   ทุกครั้งที่เขาทำร้ายข้าจนเหลือจะทนต่อความเจ็บปวด   ข้าได้แต่เรียกชื่อของท่าน   หวนคำนึงถึงวันที่ฝนตกหนัก   และตัวท่านเจ้าเมืองชางเย่แห่งเจียงหนาน ทำเช่นนี้   ความเจ็บปวดที่ได้รับก็จะทุเลาลง

เขาผลักประตูและก้าวเข้าไปในตัวอาคาร   ยกโคมไฟนำทางขึ้นสูงเพื่อให้แสงสว่างกระจายออกไป   ข้างในเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนาและหยากไย่   เก้าอี้ที่ล้มพลิกคว่ำ   เชิงเทียนที่หล่นตะแคง   ถ้วยน้ำชาที่แตกกระจาย   ไม่มีสิ่งของใดที่ไม่แสดงให้เห็นความสิ้นหวังและเจ็บปวดที่ได้เกิดขึ้นในเวลานั้น

ข้ายังคงจำได้   ความวุ่นวายโกลาหลในวังหลวง ณ เวลานั้น   ข้าแต่งตัวในชุดเจ้าสาวสีแดงสดใส   นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง   ให้สาวใช้ประจำตัวของข้าซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ข้างๆ จัดแต่งหวีผมเกล้าเป็นทรงงดงาม   เตรียมพร้อมราวกับกำลังจะเป็นเจ้าสาวแต่งขึ้นเกี้ยวในวันแต่งงาน

และจากนั้นไม่นาน,  ทหารก็กรูกันเข้ามา   กระชากสาวใช้ที่ปรนนิบัติรับใช้ข้างกายข้ามาตลอดชีวิต   ทุบตีนางจนตาย   จากนั้นก็จับกุมตัวข้าไปที่หอคอยของเมือง

เขานั่งลงบนที่นอนที่ฝุ่นจับเต็มไปหมด   มือของเขาลูบไล้ไปตามผ้าห่มที่หยาบแข็งราวกับเหล็ก   นิ้วมือสั่นระริก   เขากล่าวเสียงแผ่วเบาออกมาว่า   ทุกๆ ชัยชนะของข้า  มักจะตามมาด้วยข่าวการทรมานเจ้า   จ้าวเสี่ยวเจิ้งมันทรมานข้าได้สำเร็จ   ทุกครั้งที่ข้าต้องออกรบ   ข้าไม่ได้คิดถึงชัยชนะแต่ข้าคิดแต่ว่าเจ้าจะโดนทรมานสักแค่ไหน

ในใจข้ารู้สึกเศร้าเหลือเกิน   ข้ามิอาจมองดูสีหน้าเขาในยามนี้ได้

แต่หนทางยอมแพ้มันอยู่ที่ใด   สงครามเมื่อเริ่มขึ้นแล้ว   ต้องดิ้นรนเดินหน้าต่อไป   ในเมื่อกอบกำความหวังทั้งมวลของประชาเอาไว้   ข้ามิอาจยอมแพ้ได้”  น้ำเสียงของเขาเข้ม   แตกพล่าไปด้วยความเจ็บปวดและความเศร้า

ซางเกอ,  ตัวเจ้าเองก็ไม่เว้นโอกาสให้ข้าได้ช่วยเจ้าเลย

ข้าหลุบตาต่ำลงขณะที่ยืนนิงอยู่ข้างบานประตู   หัวใจอันเหมือนผืนน้ำอันนิ่งสงบได้บังเกิดเป็นคลื่นยักษ์ใหญ่   รสชาติขมขื่นเปรี้ยวฝาดซึ่งแฝงเร้นด้วยความอบอุ่นอ่อนหวานอยู่ภายใน
เขานั่งลงบนเตียง   ค่อยๆหลับลง   ข้าเดินไปคุกเข่าอยู่ข้างกายเขา    มองดูใบหน้าเขาใกล้ๆ เขาดูแก่ชราลงมาก   ผมสีดำเหยียดตรงเริ่มมีผมขาวมาแซม   รอยเหี่ยวย่นแตะแต้มอยู่ตรงปลายหางตา   แต่ข้าก็พบว่าเขายังคงความหล่อเหลาน่ามองไว้อยู่ดี

ข้าจ้องมองเขาเงียบๆ ราวกับจ้องเท่าไรก็ไม่พอเพียง

จนกระทั่งแสงอรุณเริ่มสาดส่องทะลุร่างข้ามายังใบหน้าของเขา

คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน   ส่งเสียงงึมงำ   ท่าทางราวกับเด็กน้อยนั้นทำให้ข้าหัวเราะทันทีทันใด   ดวงตาเขาเปิดกว้าง   ท่าทางเขายังคงงัวเงียกับการต้องตื่นแต่เช้า   ซางเกอ

อืมม์....

ความสับสนงุนงงหายไปอย่างรวดเร็ว   เขาจับจ้องมองมาที่ข้าโดยไม่ละสายตา   ภายใต้ดวงตาดำสนิทนั้น   ได้มีประกายสั่นไหวระริกจนทำให้ตาข้าพร่ามัว   ซางเกอ....

ข้าอยู่นี่

ลมหายใจของเขาเริ่มแผ่วเบาลง   ราวกับเขากลัวว่าจะทำให้ข้าตกใจ   ท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน   เทศกาลเดือนเจ็ดปีนี้   ข้าได้ทำโคมอธิษฐานให้เจ้า

ข้าพยักหน้าพร้อมยิ้มอย่างอ่อนโยน   ข้าเห็นแล้ว..

ซางเกอ   พาข้าไปด้วย “    คำพูดนี้ทำให้ข้าตกตะลึง   หัวเราะไม่ออกจะร้องไห้ก็มิได้   ตัวข้าเองยังไม่รู้ว่าจะไปโลกหน้าได้อย่างไรแล้วข้าจะพาเขาไปด้วยได้อย่างไร

และเบื้องหลังความหมายของคำว่าจากไปด้วยกันนั้น   ต้องละทิ้งสิ่งใดมากมายเพียงไหน  ข้ามิอาจคาดเดาได้   แค่เพียงมองดูท่าทีของเขา   ข้ารู้สึกแสบร้อนที่ดวงตาเหมือนกับว่าข้าสามารถหลั่งน้ำตาได้

ข้าสั่นศีรษะ

แทบทนไม่ได้,  เขารีบร้อนกล่าวถามว่า   หรือเจ้ายังโกรธข้าที่ทอดทิ้งเจ้าไว้ที่เมืองหลวง หรือเจ้าแค้นข้าที่ไม่มาช่วยเจ้าเร็วกว่านี้   วันนั้นที่หอคอยเมือง,  ข้ากำลังจะ.....

ปังๆๆๆ  เสียงผลักกระแทกประตูที่ลานสวน   ข้าชะโงกหน้าดูว่าเป็นผู้ใดกำลังเข้ามา   แสงแดดอบอุ่นอ้อยอิ่งรายล้อมรอบกายข้า   และหูของข้าพลันได้ยินเสียงเขาเรียกจากเตียงว่า   ซางเกอ..

มันเป็นเสียงร้องด้วยความตกใจ

เขาเอื้อมมือมาไขว่คว้าตัวข้า   ทะลุผ่านร่างข้าไป   ได้แต่โอบกอดอากาศอันว่างเปล่าตรงหน้า

ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าจากไป

อย่าไป.....

ข้าหันกลับไปมองเขา   เห็นเพียงดวงตาแดงก่ำ   ใบหน้าซีดเผือด

ค่อยๆผ่อนลมหายใจ, ข้าปิดเปลือกตา   ไม่อาจทนเห็นความเศร้าสลดในดวงตาคู่นั้นได้

วิ่งเข้ามาจากภายนอกเป็นขันทีรับใช้กลุ่มหนึ่งที่ออกตามหาตัวฝ่าบาท   มันทั้งหมดตื่นตกใจจากเสียงร้องตะโกนของฮ่องเต้   หลังจากรอสักระยะหนึ่งแล้วพวกมันจึงก้าวเท้าอย่างลังเลและสั่นกลัวเข้ามา   ฝ่าบาท,  ได้เวลาว่าราชการแล้วมังค่ะ

เขาเงยหน้าขึ้นอย่างดุดัน   รังสีสังหารแผ่ซ่าน    บอกข้ามา, ใครเป็นคนเปิดประตู

ขันทีสามคนทิ้งตัวคุกเข่าโครมลงกับพื้น   เหงื่อเย็นๆไหลรินทั่วร่าง   สั่นสะท้านราวกับจับไข้ ไม่มีใครกล้าตอบ   แววตาของซีหวู่เย็นยะเยียบ    ใคร........

ในที่สุด,  ขันทีผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบเครือว่า    บ่าวเอง....เป็นบ่าวผู้ต่ำต้อยเองมังค่ะ” 
เขาไม่กล่าวว่าอะไร    ลุกขึ้นยืนแล้วเดินทางประตูออก   เหล่าขันทีต่างถอนใจออกมาด้วยความโล่งอก   พลันได้ยินเสียงพูดเย็นชาไร้อารมณ์ใดดังจากข้างนอกว่า

ห้าม้าแยกร่าง

ร่างของขันทีอ่อนระทวยล้มลงซบกับพื้น

ข้าถอนหายใจแผ่วเบา   สวรรค์ช่างเล่นตลก   ข้าและเขาต่างอยู่คนละภพ   เป็นที่กระจ่างชัดว่ามิอาจผูกวาสนากันอีกแล้ว   แล้วเหตุใดสวรรค์จึงดลบันดาลให้เขาสามารถมองเห็นข้าได้อีก


ปีที่สามของรัชสมัยฉางเกอ,  องค์ฮ่องเต้ได้รวบรวมนักบวชจากลัทธิเต๋าทั่วแผ่นดินเพื่อที่จะเชิญดวงวิญญาณของฮองเฮาหยงหยี่


............................................
จบบท



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น