งาดำกินแล้วดี

น้องที่ช่วยผู้แปลพิมพ์ฝากขายงาดำคั่ว ป่นที่น้องเขาขายอยู่คะ  ถ้าใครสนใจจะอุดหนุนน้องเขา  เชิญเลยคะ............... งาดำแบบคั่วป่นเรียบร...

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Mulberry Song: บทที่ 4. บทเพลงท่อนสุดท้าย (จบบริบูรณ์)

สิบปีแห่งรัชสมัยหยงเกอ, ฮ่องเต้ล้มป่วยลง    แต่งตั้ง องค์ชายไท้ห่าว โอรสของอ๋องซีเป็นรัชทายาท



เฝ้าดูพวกนักพรตวุ่นวายบริกรรมคาถาอยู่ข้างกายเขา   ข้าโมโหจนอยากจะระบายออกมาจริงๆ    พวกนักพรตเหล่านี้มีแต่พวกหลอกลวงชาวบ้าน   แสดงตบตาว่าสามารถติดต่อสื่อสารกับสวรรค์ได้   ข้านึกอยากจะสามารถปรากฏกายและหลอกพวกเขาให้แตกกระเจิงไป

เขาล้มป่วยได้แต่นอนอยู่บนเตียงมานานแล้ว   ร่างกายเขาผอมบางลงถึงที่สุด   รอยคล้ำลึกโหลปรากฎอยู่รอบดวงตา   ถึงกระนั้นทุกครั้งที่เจ้านักพรตเหล่านั้นเข้ามาสวดบริกรรมคาถา เขาก็ยังสามารถเบิกตาดูจนเสร็จสิ้นพิธีกรรม

อำนาจบริหารได้เปลี่ยนถ่ายโอนไปยังรัชทายาทแล้ว   ทุกวันนี้ซีหวู่มิได้มีนางสนม   หรือองค์ชายสืบสายเลือดแม้แต่คนเดียว   เขาแค่เลือกบุตรชายของน้องชายเขาขึ้นมาเป็นรัชทายาท รัชทายาทผู้โชคดีนั้นก็มีความกตัญญูต่อซีหวู่เป็นอย่างมาก

พิธีกรรมประหลาดสิ้นสุดลง   พวกนักพรตต่างล่าถอยออกไป   เขาเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าอย่างมาก   ปิดเปลือกตาลงเพื่อพักผ่อน

ข้านั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงของเขา มองดูใบหน้าเขา   ความขุ่นเคืองในใจแทบจะเหลือทน


ซีหวู่น่ะซีหวู่   ทำไมต้องทรมานสังขารตัวเองขนาดนี้

"ฝ่าบาท"   ขันทีข้างกายเขารายงานเสียงแผ่วเบา   "ฝ่าบาท, รัชทายาทขอเข้าเฝ้ามังค่ะ"

เขาเปิดเปลือกตาเล็กน้อย   พยักหน้าเพียงนิด   ขันทีก็กลับออกไปเชิญรัชทายาทเข้าเฝ้า

"เสด็จลุงฮ่องเต้,  ท่านรู้สึกสบายดีขึ้นหรือไม่"

ซีหวู่ส่ายหน้า   อดยิ้มไม่ได้    "มันก็เป็นไปตามเดิมนั่นแหละ    แล้วเหตุการณ์ของบ้านเมืองเป็นอย่างไรบ้าง"

"แผ่นดินร่มเย็นเป็นสุข   ห่าวเอ๋อร์มาเยี่ยมเสด็จลุงฮ่องเต้วันนี้   ด้วยต้องการมาแจ้งข่าวดี"   ซีหวู่เริ่มสนใจขึ้นมาเบือนสายตากลับมาจ้ององค์รัชทายาท

องค์ชายไท่ห่าวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า   "เมื่อไม่นานมานี้,  เมื่อท่านเลขาธิการใหญ่เซียวยี่อยู่ที่ต้าชุน   ชายแดนของเมืองหลวง   เขาได้พบกับไต้ซือที่น่าเลื่อมใสรูปหนึ่ง   เซียวยี่ได้เชิญไต้ซือผู้นี่มาเป็นแขกที่จวนของเขา   ไต้ซือผู้นี้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในหลักธรรมคำสอน   ข้าก็เลยคิดจะเชิญเขาเข้าวัง   เสด็จลุงฮ่องเต้จะได้......"

ซีหวู่โบกมือ   เขายิ้มและกล่าวว่า   "น่านับถือแล้วอย่างไร   เป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วอย่างไร   ผู้ที่เข้ามาในวังตลอดหลายปีที่ผ่านมา.....ใช่ว่าจะไม่มีชื่อเสียงและเป็นที่น่านับถือ    มันก็แค่ชื่อเสียงที่ว่างเปล่า   ไม่มีอะไรนอกจากความหลอกลวง   เสแสร้งกุเรื่องทำตัวเสมอพระเจ้า   ห่าวเอ๋อร์,  เจ้าอย่าไปเชื่อเรื่องไร้สาระเหล่านี้"

องค์ชายไท่ห่าวตกตะลึง   "แต่เสด็จลุงฮ่องเต้......ท่านเชื่อมิใช่หรือ"

"เชื่อเหรอ...."   ซีหวู่หัวเราะแล้วก็ตามมาด้วยการไอโขลกๆอีกครั้ง   ผู้คนรอบๆที่รายล้อมรีบเรียกหาน้ำท่ามาป้อนให้เขา   ชั่วครู่ใหญ่ต่อมา,  เมื่อการไอทุเลาลง,  เขาเหม่อมองออกไปทางหน้าต่างแล้วพูดว่า

"มันก็แค่สิ่งที่เรียกว่าการยึดมั่นที่ไม่สามารถปล่อยวางได้   ข้ากลัวอยู่เสมอว่า...ถ้าข้าปล่อยวางนางก็จะไม่รอคอยข้าอีกต่อไป   เพื่อที่จะให้นางยังคงอยู่ข้างๆ ข้า   ไม่ละสายตาจากข้าไปไหน   มีแต่สิ่งนี้ที่ทำให้ข้าสงบ"

องค์ชายไท่ห่าวกล่าวอย่างอึกอักว่า   "หากเป็นเช่นนั้นหลานควรเรียกไต้ซือเข้าเฝ้าหรือไม่"

ซีหวู่เงียบไปชั่วครู่   "เรียกท่านไต้ซือเข้ามาพบข้าได้"

หลังจากวันนั้น, ข้าได้พบท่านไต้ซือ   รังสีอันพิสุทธิ์สดใสของท่านไต้ซือผู้นี้เปล่งรัศมีออกมา
ข้ารับรู้ได้ถึงบรรยากาศอันประหลาดรอบตัวท่าน   ทำให้ข้ารู้สึกเกรงกลัวไม่อยากเข้าใกล้ เมื่อเขามาถึงตำหนัก   ข้ารับรู้ได้แต่แรงกดดันรุนแรงคุกคามตัวข้าจนแทบหายใจไม่ออก   ไม่มีทางเลือกข้าได้แต่วิ่งปรู้ดไปหลบอยู่นอกตำหนัก   และเฝ้ามองพวกเขาจากนอกหน้าต่าง

ไต้ซือผู้นั้นไม่ได้ถวายบังคมโขกศรีษะแบบเต็มพิธีการแก่ซีหวู่   เขาเพียงแต่ผงกศีรษะเล็กน้อย แต่ซีหวู่ก็ไม่ถือสาในท่าทีนั้น   เขาหันไปออกคำสั่งให้ขันทีรับใช้กับเหล่านางกำนัลให้ถอยออกไปจากห้อง

ไต้ซือ  "อาตมาได้ยินมาว่า  มหาบพิตร  ได้รวบรวมเหล่านักบวชลัทธิเต๋ามาหลายปีแล้ว"

ซีหวู่กระตุกปากอันซีดเซียวแย้มยิ้มเล็กน้อย   "ข้าเพียงยึดติดกับคนผู้หนึ่ง"

ไต้ซือลูบหนวดยาวสีขาวของท่าน    "ใช่องค์ฮองเฮาหรือไม่"

ตาของซีหวู่เป็นประกายจับจ้องมองที่ไต้ซือไม่วาง   ไต้ซือผู้นั้นยิ้มแล้วกล่าวว่า    "ถ้าเป็นฮองเฮาล่ะก็   พระนางก็อยู่ที่นี่แล้ว"    ขณะที่กล่าว, ไต้ซือก็ยิ้มหันมาทางที่ข้าอยู่

ใจข้าเหมือนถูกบีบ   แต่ซีหวู่กลับมองมาด้วยท่าทีหมดหวัง   ท่วงทีของเขาเหมือนกับหวาดระแวงเพราะเขามองไม่เห็นข้า

"ท่าน..ท่านเห็นนาง"   ซีหวู่ย้ำคำถามซ้ำไปซ้ำมา   "นางสบายดี   นางยังคงรอข้าใช่หรือไม่ แล้วนาง.... แล้วนาง....."   ต่อจากนั้นเขายิ่งคิดอยากจะพูดก็ยิ่งกังวลใจจนไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมาอีก

ดวงตาของข้าคงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเหลือจะกล้ำกลืนลงไปได้   หากแม้นข้าสามารถร้องไห้ออกมาได้   ข้าคงสะอึกสะอื้นจนตัวสั่นแล้ว

ไต้ซือผู้นั้นมองข้าแล้วกล่าวว่า   "ฮองเฮาทรงยึดติดกับเรื่องบางเรื่องอย่างหนักหนา   พระนางถึงได้กลายเป็น วิญญาณ    หากยังไม่ปลดปล่อยวิญญาณของพระนางและนำเสด็จไปสู่โลกหน้าแล้วล่ะก็   เกรงว่าพระนางจะติดค้างอยู่ในภพมนุษย์ไปตลอดกาล   จากนั้นวิญญาณของพระนางอาจจะค่อยๆกลายสภาพเป็นวิญญาณชั่วร้าย"
  
ยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น????

ตั้งแต่เมื่อไรที่ข้ามีเรื่องให้ยึดถือขนาดนั้น    สายตาของข้าหันกลับไปมองทางซีหวู่   ทันใดนั้นข้าก็คิดขึ้นมาได้   มันไม่ใช่ไม่มีเรื่องยึดถือ   แต่ต้องกล่าวว่าผูกพันเกินไปมากกว่า   ในความจริงข้าคิดปลดปลงเรื่องราวต่างๆของตัวข้าเองนานแล้ว   แต่เพราะความผูกพันที่ข้ามีให้ต่อซีหวู่   ทำให้ข้ายังคงรอคอยอยู่ข้างกายเขา   รอคอยเขาแก่ชรา   ยืนอยู่เคียงข้างเขา   คอยเฝ้าดูแลเขาไม่ห่าง

ซีหวู่ได้ฟังคำของไต้ซือก็ตกตะลึง   นิ่งขึงไปจากนั้นก็กล่าวว่า  " จะปลดปล่อยนางได้อย่างไร"

"หากไร้ข้อผูกมัดเหนี่ยวรั้งไว้   แม้ไม่ทำพิธีปลดปล่อย   พระนางก็สามารถกลับเข้าสู่สังสารวัฎได้"

"แล้วสิ่งใดที่ยึดเหนี่ยวซางเกอไว้"

"สิ่งนี้..........มหาบพิตรต้องตรัสถามพระองค์เอง"

ซีหวู่นิ่งงันอีกครั้ง   เขาขยับปากพูดเสียงกระซิบคำสองคำ   "ยึดมั่นอย่างเหนียวแน่น"   หลังจากนั้นกล่าวอย่างโง่งมออกมาว่า   "นาง...นางรอคอยข้า   นางรอข้าอยู่จริงๆๆ"     ความสุขความเบิกบานในน้ำเสียงของเขายากที่จะเก็บงำไว้

ไต้ซือผู้นั้นจากไปด้วยรอยยิ้ม

คืนนั้นเอง, ตำหนักของซีหวู่ร้างลาผู้คน   ไม่มีใครอยู่เฝ้าคอยรับใช้แม้แต่คนเดียว   ข้ายืนอยู่ใต้ต้นท้อในสวน   มองดวงจันทร์บนฟ้าอย่างเงียบเชียบ

เสียงลมหายใจของคนในตำหนักเริ่มหนักหน่วงและเงียบไป

ข้าหันศีรษะกลับไปมองและเห็นเขายืนพิงหน้าต่างมองข้าอย่างเงียบๆ   เงาร่างนั้นจุดรอยยิ้มอันอบอุ่นเหมือนเมื่อแรกที่เราพบกันในวันฝนโปรยที่เจียงหนาน

ข้านักขับลำนำ   ส่วนเขาท่านเจ้าเมืองเจ้าสำราญ    แรกพบพานอันสวยงามราวกับอยู่ในความฝัน   ต้นท้อเบื้องหลังบานสะพรั่งงดงาม   กลีบดอกโปรยปรายราวกับหิมะสีชมพูปกคลุมทั่วบริเวณ
  
ซางเกอ,  ข้ากลับมาอยู่เคียงข้างเจ้าแล้ว
  
ในเดือนที่สาม ปีรัชสมัยที่สิบของฮ่องเต้ ฉางเกอ ฮ่องเต้สวรรคต
 
จบบริบูรณ์
ข้อมูลเพิ่มเติม
ผู้แปลชอบประโยคปิดตอนจบ ว่าข้ากลับมาแล้ว   เพราะซีหวู่กังวลมาตลอดว่า   นางจะรอเขาหรือไม่    เขาพยายามอธิบายนางเมื่อมีโอกาสในบทที่ 3 เพื่อไม่ให้นางโกรธเคืองเขา   เขาใช้เวลา7ปีต่อมาเพื่อจะค้นหาหนทางที่จะได้อธิบายต่อนางอีก   และเมื่อได้รับการยืนยันจากไต้ซือว่านางยังคงรอคอยอยู่ข้างกายเขา   เขาก็เริ่มตระหนักถึงความจริงที่ว่าซางเกอยังรอเขาอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา   ดังนั้นคืนนั้นหลังจากรู้ว่าซางเกอรอเขาอยู่,  เขาถึงต้องการปิดฉากการรอคอยของนาง    มาอยู่เคียงข้างนาง   มิต้องให้นางต้องเสียสละรอเขาอย่างเดี่ยวดายอีกต่อไป 

ไม่มีถ้อยคำใดจะกล่าวออกมา, มีแต่การกระทำของเขาตลอด10ปีที่แสดงให้นางรู้ว่านางมีน้ำหนักเท่าใดในใจเขา   นางมิอยากเรียกร้องสิ่งใดมากไปกว่านี้   การรอคอยเขากลับมาเคียงข้างนางก็เป็นสิ่งเดียวที่นางต้องการตลอดมา

ความหมายของชื่อราชวงศ์ใหม่ของฮ่องเต้ซีหวู่นั้น แปลได้ความหมายว่า บทเพลงอันเป็นนิรันดร์ ความหมายหนึ่งอาจจะเป็นคำมงคล มีความหมายถึงยุคทองอันรุ่งเรือง แต่ในอีกความหมายหนึ่งคือ คำที่ระลึกถึง ฮองเฮาซางเกอ ซึ่งชื่อพระนางมีความหมายว่า   ท่วงทำนองของต้นหม่อน mulberry song แสดงนัยยะว่าจะระลึกถึงพระนางตลอดไป   ถ่ายทอดความรักอันยั่งยืนขององค์ฮ่องเต้ที่มีต่อนางอย่างมั่นคง   แม้ว่าทั้งสองพระองค์จะจากไป   ตราบใดที่ราชวงศ์ยังคงอยู่   ประชาชนก็จะรำลึกถึง   ฮองเฮาที่สละชีพเพื่อชาติ   และฮ่องเต้ที่ยังคงมีรักมั่นต่อพระนาง   โดยตลอดเวลาที่ขึ้นครองราชย์นั้นไม่มีนางในในวังหลังแม้แต่คนเดียว
---------------------------------------------------------------------------
ถึงแม้ว่า เรื่องมันจะสั้นมากๆแถมมีน้ำตาไหลเป็นทางมาตลอด แต่ผู้แปลก็มีความสุขที่ได้ร่วมประสบการณ์ไปกับท่านผู้อ่านทั้งหลายที่ติดตามอ่านมาด้วยกัน ขอบคุณค่ะ

8 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณค่ะ ซึ้งประทับใจมากเลลยค่ะ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ8 ม.ค. 2560 09:33:00

    ถึงแม้จะสั้นแต่สร้างแรงบีบคั้น เรียกน้ำตาได้

    ตอบลบ
  3. น้ำตาไหลเลยค่ะ😢😢

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ14 ม.ค. 2560 21:36:00

    เศร้ามาก ซึ้งมาก น้ำตาไห้ทุกตอยเลย

    ตอบลบ
  5. เป็นอีกเรื่องที่ซึ้งมากๆเลยค่ะ

    ตอบลบ
  6. โคตรชอบเลยคะ

    ตอบลบ
  7. ขอบคุณค่ะ ซึ้งมากเลย

    ตอบลบ
  8. ชอบมากค่ะ ซึ้งอ่านแล้วเศร้า
    ขอบคุณสำหรับนิยายค่ะ

    ตอบลบ