วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560

บทที่ 28 ต้นกำเนิดของความทรมาน

คืนอันมืดมน ลมพายุพัดแรง บ่งบอกเหมือนเป็นลางว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น  มีร่างตะคุ่มๆร่างหนึ่งเดินถือห่อผ้าเล็กๆไว้ในมือ กลิ่นนั้นๆได้โชยมาจากเจ้าห่อผ้าน้อยนี้นี่เอง

 
เหมียวววว....แอวววว   ข้าโบกป่ายอุ้งเท้าน้อยๆของข้าลอดผ่านซี่ลูกกรงเหล็กของถ้ำออกมาแล้วเพรียกเสียงหา  “หว่าหวาข้าอยากกินปลาปล้าปล๊าปล๋า!”
  
ชู้วว์ เงียบๆหน่อย ท่านอยากให้มีเรื่องหรือไง!”  หว่าหวาปาดเหงื่อบนหน้าผากนาง  นางมองไปรอบๆตัวอย่างระมัดระวังแล้วรีบเปิดห่อผ้าในมือนาง เผยให้เห็นซาลาเปาสี่ลูก  ไม่มีปลานะเสียใจด้วย  ข้าแอบเอาซาลาเปาเหลือจากสำรับของนายท่านเฉินจุนมา  ท่านรีบกินซะอย่าเลือกมากเลย
  
ข้ารีบยัดซาลาเปาใส่ปากกินอย่างดุเดือด ข้างในซาลาเปายัดไส้ด้วยเนื้อปลาเนื้อขาวบดปรุงรสใส่ผักชีรสกลมกล่อมกับน้ำซุปรสเข้มข้น เมื่อกัดซาลาเปาก็มีไส้ปลาพร้อมน้ำซุปหอมทะลักออกมาพร้อมกัน ข้ากินอร่อยจนต้องร้องชื่นชมออกมาดังๆ ไม่ขาดปาก
  
ทำไมเป็นซาลาเปาไส้ปลาล่ะ  ข้านึกว่ามันน่าจะเป็นซาลาเปาไส้ผักซะอีก.......  หว่าหวาสงสัยจะหยิบซาลาเปาขึ้นมาดู  แต่ข้าซึ่งกำลังกินซาลาเปาแก้มตุ่ย ทำเสียงร้อง แอวววววว ต่ำๆในลำคอเป็นการขู่มิให้แตะต้องของกินของข้า ซาลาเปาข้าใครอย่าแตะ เหมียวไม่ยอม!
  
ซาลาเปาหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว  แม้แต่เศษก็ไม่เหลือ   ข้าเลียริมฝีปากแล้วกล่าวขอบคุณหว่าหวา  หว่าหวาเจ้าใจดีกับข้ามาก ข้าน่ะเกือบหิวตายแล้ว
  
ไม่ต้องขอบใจข้าหรอกนะ  หากท่านจะขอบใจใครน่าจะเป็นหัวหน้าเสี่ยวหลินต่างหาก!”  หว่าหวาโบกมืออายๆตอบกลับ  เขาเป็นคนกระซิบบอกข้าว่ามีทางเดินลับมาที่นี่ได้  มิฉะนั้นถึงข้าอยากส่งของกินให้ท่าน ข้าก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงเลย
  
พวกเจ้าล้วนเป็นคนดีกันทั้งนั้น!”    ข้าซาบซึ้งมาก  จากนั้นข้าก็ถามนางเพิ่มเติมว่า จินเหวินเจ็บมากหรือไม่
  
หว่าหวากำลังเก็บงำห่อผ้า  นางตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงยินดีว่า   จินเหวินได้รับโทษครั้งนี้ถือว่าหนักเอาการ  ตอนนี้นางต้องพักอยู่บนเตียง ห้ามขยับไปไหน แต่นายท่านเฉินจุนกลับมอบยาอายุวัฒนะให้แก่นางดังนั้นทุกวันนี้ ถึงนางต้องนอนคว่ำกำผ้าห่มแน่นเพราะความเจ็บปวด แต่เดี๋ยวๆนางก็หัวเราะคิกคัก อารมณ์นางดีทั้งวัน  อ๋อแล้วนางอยากจะบอกขอโทษกับท่านด้วย
  
หากข้ารู้ว่าสุดท้ายเฉินจุนจะมอบยาให้  ข้าคงไม่ไปขโมยมันหรอก...อ้าก!
  
ด้วยความอาลัยอาวรณ์,  หว่าหวาลุกขึ้นกล่าวลา  นางบอกให้ข้าอยู่สำนึกตนอย่างอดทน...และนางยังเสริมอีกว่า แต่ก่อนเฉินจุนน่ะ.....ทำข้าเสียนิสัย ตอนนี้ข้าจะต้องเชื่อฟังเขาให้มาก
  
นานเป็นนานหลังจากหว่าหวากลับไปแล้ว   ข้าคิดถึงคำพูดของนางแล้วรู้สึกชอบกล  ถ้าหากเฉินจุนโอ๋ข้า, ตามใจข้าแล้วล่ะก็    เขาก็ต้องเป็นฝ่ายที่ต้องเชื่อฟังคำข้าซิ.....

ข้ายังคิดได้อีกว่า  เขาไม่ได้เป็นฝ่ายตามใจข้าเลย  ไม่เช่นนั้นเขาต้องไม่ให้ความร่วมมือกับโมหลินรังแกเหมียวน้อยตัวนี้
  
วันกักบริเวณวันที่สาม....ตกตอนเย็นเวลาเดียวกับที่หว่าหวามาส่งซาลาเปาไส้ปลากับข้าวต้มปลาให้ข้า    ปี้ชิงเฉินจุนส่งอีตาโมหลินมาให้......

กล่าวถึงเหตุการณ์โศกนาฎกรรมที่ข้ากับโมหลินเคยเผชิญหน้ากันมา  ข้ายังนับจำนวนครั้งได้ไม่ถ้วนทั่วด้วยซ้ำ   ข้าไม่เคยไปที่บ้านเขาเพื่อขโมยของ   ข้าไม่เคยทำข้าวของๆ เขาเสียหาย เขาไม่น่าจะมีความแค้นอะไรกับข้า   แต่ทำไมเขาถึงชังหน้าข้านัก   หากพบกันคราใด, ข้าไม่กลายร่างเป็นหมอนปักเข็ม   ก็ต้องถูกพันแผลหนาๆ หรือไม่ก็ถูกบังคับให้กินยาขมๆ   ในจิตใจของข้านั้นแล้วไซร้  จัดให้เขาเป็นรายการที่อยู่ต่ำเตี้ยกว่าพวกสุนัข     เขาเป็นสิ่งที่ข้าเกลียดเป็นอันดับหนึ่ง, ที่หนึ่งในใจข้า
  
ข้ายืนขึ้นคุมเชิง ถอยเข้ามุมเพื่อหาที่กำบัง   ข้ามองเขาด้วยดวงตาตื่นตระหนก  จับตามองทุกการกระทำ  ข้ายังไม่รู้เลยชะตากรรมคราวนี้ของข้าจะเป็นยังไง
  
ปี้ชิงเฉินจุนเดินขึ้นหน้าแล้วตรงมาอุ้มข้าขึ้น  เขากล่าวเสียงนุ่มกับข้าว่า แผลเจ้ายังไม่หายดี ให้หมอตรวจดูอีกซะหน่อย
  
เหมียววว...แอววว- ไม่ ข้าไม่เอา เจ้าคนชั่วนี่!”   ข้าที่ถูกกอดไว้พยายามดิ้นรน  แต่ข้อแขนอันแข็งแกร่งของปี้ชิงเฉินจุนก็ช่างแข็งแรงเหลือเกิน   และแล้วข้าก็ถูกนำตัวมาหน้าโมหลิน

อย่ากลัวน่ะ อย่ากลัว ข้าไม่ใช่คนเลวน่ะ เด็กดี”   รอยยิ้มกริ่มบนหน้ามันช่างขัดกับวาจาที่เอ่ยสิ้นดี  เขาคว้าเอากรรไกรเงินออกมาตัดผ้าพันแผลออก   เขาก้มหน้าก้มตาตรวจดูบาดแผลแล้วขมวดคิ้วถอนหายใจ   สงสัยจะมีปัญหา
  
ปัญหาอะไร?”    ปี้ชิงเฉินจุนถาม
  
ลังเลชั่วขณะแล้วกล่าว   ขนของนางถูกเผาไปมากเหลือเกิน  ทิ้งไว้ไม่ดีกับแผลที่เป็น   ข้าว่าเราน่าจะโกนมันทิ้ง
  
โกนขนข้าทิ้ง????
  
คำพูดนี้มีแต่ไอ้คนใจร้ายตูดหมึกมาจากนรกสัตว์สี่ขาที่จะเอ่ยออกมาได้   ข้าจ้องมองเขาด้วยความอึ้งตะลึงตะไลไปไม่ถูก
  
ขนอันเงางามเป็นสุดยอดความภาคภูมิใจของข้า   ข้านั้นหมั่นเลียดูแลทำความสะอาดและจัดแต่งทรงให้สะอาดเงางามเป็นมัน   ไอ้เจ้าคนเฮงซวยโมหลินดันบังอาจคิดจะมาโกนขนของข้าหน้าด้านๆ   เขาคงเป็นคนประเภทไม่เห็นค่าเส้นผมอยู่ในสายตา   กล้าบังอาจคิดรังแกข้า เจ้าคนน่าตายยยยยยยย!!!

ข้าน่ะไม่เค้ย ไม่เคยเดือดใครขนาดนี้ดังนั้นข้าจึงพยายามทั้งถีบทั้งดีดดิ้นจะให้หลุดจากเงื้อมมือของปี้ชิงเฉินจุนให้ได้   พอหลุดปุ๊ปข้าก็กระโดดกัดมือโมหลินอย่างดุร้ายจนโมหลินร้องจ๊ากออกมา   เขาคว้าจับข้าพยายามดึงตัวข้าออก
  
ข้าไม่ปล่อย   ข้างับมือเขาไว้มั่นตั้งใจว่าให้ตายก็ไม่ปล่อย   มาถึงตอนนี้โมหลินเริ่มจะกรี้ดร้องแล้วเหวี่ยงมือสะบัดข้าไปหน้าหลังราวกับเล่นชิงช้า

มือของโมหลินตอนนี้อาบไปด้วยเลือด   ปี้ชิงเฉินจุนรีบตรงเข้ามาจับตัวข้า   พยายามแยกข้าออก   เขาถึงกับกล่าวขอโทษขอโพยโมหลิน

ขอโทษ???  เขาเอ่ยขอโทษกับหมอหน้าเหม็นนั่นข้ามองไปที่ปี้ชิงเฉินจุนอย่างนิ่งอึ้ง  ใจข้ามันอึดอัดแน่นอกไปหมด 
  
-ใช่ซี้......เขาสองน่ะเป็นเพื่อนกัน

- ใช่ซี้.....พวกเขาอยู่เคียงข้างกันและกันเสมอ....


เหมียวเหมียวเคยคิดว่าซือฟุเป็นคนดี....ไม่เค้ยไม่เคยคิดมาก่อนว่าเขาสองคนสมรู้ร่วมคิดกัน


แค่แผลเพียงเล็กน้อย  โชคยังดีที่พลังของนางถูกผนึกอยู่”   โมหลินยิ้มแล้วดึงขวดยาออกมาจากย่ามของเขาแล้วทาลงที่มือ เลือดพลันหยุดไหลแล้วปากแผลก็เริ่มสมานตัว
  
ปี้ชิงเฉินจุนมองดูข้าที่กำลังดิ้นถีบอยู่ในมือเขาแล้วพูดว่า   มีทางเลือกอื่นหรือไม่?   เหมียวเหมียวดูไม่อยากโกนขนของนางมากๆ
  
เกรงว่าจะไม่มี”   โมหลินตอบทันควัน   ต้อง-โกน
  
กะ...ก่อนที่ข้าจะแหกปากด้วยความไม่พอใจออกมาอีกระลอก   มือของปี้ชิงเฉินจุนก็สับลงมาและข้าก็สิ้นสติ.......
  
พอข้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง    สีของก้อนเมฆบนฟ้าก็เปลี่ยนไปแล้ว   ไม่ปรากฏร่างของโมหลิน เหลือเพียงปี้ชิงเฉินจุนนั่งยิ้มเฝ้าข้าอยู่    ยิ้มนั้นทำให้ข้าเสียวสันหลังวาบ
  
ข้ามองกวาดไปทั้งสี่ทิศ  ขะ...ขนแมวกระจายเกลื่อนเต็มพื้น...สีสันเหมือนกับขนของข้าเปี้ยบ
  
ข้าก้มมองที่ตัวข้าและพบว่า.................................................


 อั้ยย่ะ.....ซือฟุ!!!  ขนข้าไปไหนหมดเลี้ยว!!!

ไม่มีอีกแล้ว ไม่มี ไม่มีขนแถมยังถูกพันด้วยผ้าพันแผลทุกตารางนิ้ว   เว้นแค่ช่วงหัวของข้า อุ้งเท้าทั้งสี่ของข้าและหางของข้าเท่านั้นที่ยังเหลือขนเอาไว้ให้บ้าง  ลมหนาวที่บังเอิญพัดมาอย่างเริงรื่น หนาวราวกับย่างเข้าฤดูหนาว
  
ไม่มีขน....ข้าไม่เหลือขนอีกแล้ว.....โป๊สะบัด    ใครๆ ก็เห็นของเหมียวหมดแล้ว
  
เหมียววววว....แอววววว    ข้าหวีดร้องด้วยความอาย  ข้ารีบวิ่งปรู๊ดไปซุกอยู่ใต้เงาดำในถ้ำ  ข้าไม่อยากให้ใครมามองร่างเปลือยไร้ขนปกปิดของข้า   ข้าได้แต่ยื่นหัวออกมาแล้วร้องด่าอย่างขมขื่นใจไปที่เขาว่า   ชดใช้ขนมาให้ข้าเดี๋ยวนี้
  
ปี้ชิงเฉินจุนพยายามพูดปลอบข้า  “แมวไม่มีขนมิใช่เรื่องใหญ่ เดี๋ยวมันก็ยาวกลับขึ้นมาใหม่
  
เหลวไหลที่สุด!”  ข้ากรี๊ดเสียงแหลม  หน้าข้าร้อนผะผ่าว   “แล้วตอนที่มันยังไม่ยาว   ข้าจะออกไปเจอหน้าผู้คนได้อย่างไง
  
เจ้าก็....    ปี้ชิงเฉินจุนหยุดคิดแล้วตอบว่า   ทำไมเจ้าไม่สวมเสื้อผ้าเวลาเจ้าพบเจอผู้คนทำไมเจ้าถึงได้อายนักกับแค่การโดนโกนขน?”
  
ไร้สาระ!”  ข้าสวนกลับทันควัน   ขนสำคัญกว่าเสื้อมาก!  ให้ข้าไม่ใส่เสื้อผ้ายังดีกว่าให้ข้าไม่มีขน
  
สีหน้าของปี้ชิงเฉินจุนเปลี่ยนทันควัน  เ  ขาก้าวมาข้างหน้าแล้วพูดด้วยเสียงเหี้ยมเกรียมว่า   เจ้าลองกล้าไม่สวมเสื้อผ้าออกไปข้างนอก ข้าก็จะตีก้นเจ้า
  
เหมียววว...แอวววว….ข้าจะสวมก็ได้...”   หากเผชิญหน้ากับความรุนแรงปานนั้น, ข้าก็ได้แต่หดกลับเข้าเงามืด  หลับตาด้วยความเศร้าสร้อยไม่กล้าต่อปากต่อคำอีกต่อไป
  
เพราะเขามิอาจเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดและอับอายของแมวที่ถูกโกนขนไปหรอก   เชอะ!...
  
โธ่เอ้ย....ตัวของข้าทั้งโป๊ทั้งลื่นเงามันแพร็บซะขนาดนี้  อ้ากกกกกกก

..................................
จบบท

คำขวัญประจำใจเหมียววันนี้

เสียผ้าเอาขนรอด เป็นยอดดี!!!!
  


คำพูดประทับใจผู้แปลวันนี้
ขนสำคัญกว่าเสื้อมาก!  ให้ข้าไม่ใส่เสื้อผ้ายังดีกว่าให้ข้าไม่มีขน


อากาศยิ่งร้อนๆอยู่ด้วย เหมียววววววววววววว



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น