วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

บทที่ 70 ไม่มีอีกแล้ว...พ่อหนุ่มเสเพล (ดิบ)

ลานกว้างหน้าเรือนอวี้ถางเงียบสงัด  ไร้เงาผีสางซักตัว   ย่อมแน่นอนที่ไร้เสียงตอบโต้ต่อเสียงเอะอะใดๆในเรือน

ร่างบาดเจ็บสาหัสของหญิงชราบอบช้ำถึงขนาดนั้นแล้ว  ยังคิดจะมาสั่งสอนอะไรมู่หรงเสวี่ยอีก   ไม่รู้จักประมาณตนเสียบ้างเลย!

คิดแล้วพลันสายตาของนางยิ่งทวีความแข็งกระด้าง  ปากจิ้มลิ้มของเด็กสาวออกคำสั่งตวาดออกไปว่า   “ออกมา!

ทันทีนั้น, ในบรรยากาศแต่เดิมที่เงียบสงัดกลับปรากฏเสียงฝีเท้าสับสน    เหล่าบรรดาผู้คุ้มกันที่แต่งกายด้วยสีสันแตกต่างกันแยกตามสังกัด   ที่เอวคาดอาวุธครบครันก็วิ่งไหลหลั่งเข้ามายังเขตเรือนอวี้ถาง   จากนั้นก็พากันจัดแถวยืนตรงเป็นระเบียบที่ตรงหน้าของมู่หรงเสวี่ย  ส่งเสียงขานรับกึกก้องพร้อมเพรียงกันว่า   “น้อมรับคำสั่ง, คุณหนู”

“ฮูหยินผู้เฒ่าเกิดอาการคลุ้มคลั่ง   สูญสิ้นสติความคิดชั่วดีไปแล้ว  ถ่ายทอดคำสั่งลงไป ต่อไปนี้...หากไม่มีคำสั่งจากข้า   ห้ามให้ผู้ใดเข้าออกเรือนนี้โดยพลการเด็ดขาด!”   น้ำเสียงของเด็กสาวหนักแน่นวางอำนาจ

“ขอรับ!”    เสียงพวกผู้กันหนักแน่นขึงขัง   เริ่มขยายแถวเข้าห้อมล้อมบริเวณเรือนอวี้ถาง   เริ่มต้นมาตรการสอดส่องตรวจตราบริเวณ

ตู้ฮูหยินขนลุกเกรียว   เหล่าผู้คุ้มกันของจวนมู่หรง....เปลี่ยนข้างไปอยู่ฝั่งของมู่หรงเสวี่ยตั้งแต่เมื่อไหร่?   ทำไมนางถึงไม่รู้เรื่อง.......

ไม่สามารถดูเบาความสามารถของนังเด็กเหลือขอ,   มู่หรงเสวี่ยได้อีกต่อไป    มันน่าแค้นใจเหลือเกิน!

รู้สึกได้ถึงความแค้นแทบปะทุพุ่งตรงมายังนาง    แต่มู่หรงเสวี่ยก็หาได้เดือดเนื้อร้อนใจไม่   ดวงตาของหญิงสาววาบเป็นประกายเยาะหยัน    หญิงชราต้องถูกขังไว้ไม่ให้ออกมาหายใจนอกเรือน    อายุของตู้ฮูหยินก็ปาเข้าไปห้าหกสิบปีแล้ว   แก่ชราลงทุกวัน  เพียงแต่นับวันรอไม่กี่ปีก็ต้องลงหลุมอยู่ดี

ส่วนมู่หรงเยว่นั้นอายุพึ่งจะสิบสี่ปี   ต้องเติบโตสูงใหญ่ต่อไปอีกในภายภาคหน้า    ต่อให้เด็กหนุ่มไม่มีความสามารถใดเลยก็ตาม   แต่เขาก็ได้รับบรรดาศักดิ์สืบทอดตำแหน่งเจ้าบ้านสกุลมู่หรงมาไว้ในมือ    ในอนาคตข้างหน้า, เขาซึ่งเป็นผู้นำตระกูลก็ยังมีโอกาสคว้าความเจริญรุ่งเรืองมาไว้ในมือ

ดังนั้น, หากให้เหล่าผู้คุ้มกันเลือกข้างระหว่างฮูหยินตู้กับนายท่านมู่หรงเยว่แล้วล่ะก็  ใครที่เล็งการณ์ไกลก็ต้องเลือกมู่หรงเยว่วันยังค่ำ

นางตู้ยังมีว่านวงศ์ญาติเครือทั้งหลายเกี่ยวเนื่องอยู่   ไม่สามารถสังหารนางเฉยๆ โดยไร้เรื่องราวยุ่งยากตามมา   กักขังนางไว้ให้อยู่แต่ในเรือนอวี้ถาง   ปล่อยให้นางเจ็บสาหัสอยู่แบบนี้  จะเป็นหรือตายก็ขึ้นอยู่กับวาสนานางแล้ว.........

มองดูวงล้อมของผู้คุ้มกันที่กำลังทำการกักกันบริเวณอยู่,  อู๋เหิงขยับมุมปาก  ตู้ฮูหยินเฒ่าชะแรแก่ชราขนาดนั้นซ้ำยังบาดเจ็บช้ำในสาหัส   หากยังมิเชิญหมอให้เข้ามาเยียวยาแล้วล่ะก็.........

มู่หรงเสวี่ยมิได้ออกคำสั่งไม่ให้เชิญหมอ  เพียงแต่นางแค่สั่งมิให้คนเข้าออกเรือนเท่านั้น   ดังนั้นเท่ากับให้ผู้เฒ่าช้ำในนานขึ้นอีกหน่อย   จะได้รักษาไม่ทันสิ้นใจตายไปเลย, ใช่หรือไม่?    เพ้ย, นี่เท่ากับปิดประตูทางรอด  มีแต่ทางตายกับตายให้หรอกหรือ  ฝีมือหมดจดมาก นับถือ...นับถือ....

มู่หรงเสวี่ยได้ระบายความแค้นออกไปบ้าง   อารมณ์ที่ขุ่นมัวก็เบิกบานขึ้น    นางสาวเท้าตรงไป   “ซื่อจื่อ....”
โอวหยางเส่าเฉินมองสีหน้ากระจ่างสดใสของนาง   ดวงตาของชายหนุ่มก็กระพริบวิบวับตามไปด้วย    เขากล่าวกลับมาว่า    “หญ้าหยางเถ่าบัดนี้จัดเก็บในโกดังของเจ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

“ขอบคุณ, ซื่อจื่อ!”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มกว้างขึ้นอีก  “ซื่อจื่อให้ความช่วยเหลือข้ามาตลอด   หากท่านไม่ติดธุระอะไร   ข้าใคร่ขอเชิญท่านดื่มชาด้วยกัน!

อู๋เหิงที่อยู่ละแวกนั้นขยับมุมปากอีกรอบ   ซื่อจื่อลงทุนลงแรงช่วยแม่นางมู่หรงเก็บหญ้าหยางเถ่า   ไม่พอยังรั้งอยู่ในรถม้าช่วยชีวิตนางไว้    แค่นั้นยังมิแล้ว,  ท่านยังช่วยนางเด็ดหัวนักฆ่า  เพียงแค่เลี้ยงน้ำชาแค่นี้....ดูช่างเล็กน้อยเหลือที่จะกล่าว

“น้ำชาเพียงเป็นการแสดงว่าระลึกถึงบุญคุณ   ต้องให้ซื่อจื่อเป็นธุระวุ่นวายครั้งนี้, ข้าย่อมเก็บบุญคุณนี้ไว้ในใจ    วันหน้า, หากซื่อจื่อมีอะไรให้ข้าช่วยเหลือ   แม้ต้องบุกน้ำลุยไฟข้าก็พร้อมยอมแลกชีวิตให้!”   มู่หรงเสวี่ยยิ้มรับรอง  สายตาของนางมีประกายของความซื่อตรงจริงใจ

อู๋เหิงถึงกับไม่รู้จะปฎิบัติตัวเช่นไร  ได้แต่หายหน้าไปอย่างเงียบๆ โดยไร้ร่องรอย   เข้าใจคำพูดความหมายของผู้อื่นผิดไป   ถูกฝ่ายตรงข้ามจับได้รู้ทัน    รู้สึกเสียหน้าจนต้องหลบซ่อนตัว

“ไปเรือนพำนักของเจ้าเพื่อดื่มชากันที่นั่น?”    โอวหยางเส่าเฉินถามอย่างสุภาพ

“อืมม์!”  มู่หรงเสวี่ยพยักหน้า

“งั้นไปกันเถอะ!”  โอวหยางเส่าเฉินตวัดแขนเสื้อแล้วหมุนตัวออกเดิน

มู่หรงเสวี่ยเดินตามหลังของชายหนุ่มไปตามเส้นทางโรยกรวด    จนกระทั่งมาถึงเรือนพำนักของนาง

ห่างออกไป,  ตรงก้อนหินริมสระน้ำ,  มู่หรงเยว่ในชุดเสื้อคลุมยาวสีเขียวเข้มนั่งอยู่เพียงลำพัง  ใบหน้าอ่อนใสของเด็กหนุ่มแหงนเงยขึ้นมองท้องฟ้า   ดวงตาเหม่อมองออกไปไกล   มิทราบว่ากำลังครุ่นคิดเรื่องใดอยู่ในใจ

มู่หรงเสวี่ยเลิกคิ้ว   “พี่,  อาการบาดเจ็บของพี่เป็นอย่างไรบ้าง?”

มู่หรงเยว่พอได้ยินเสียง,  ก็คืนสติกลับมา   เขาเบือนหน้าช้าๆกลับมามองเห็นเป็นมู่หรงเสวี่ย  ดวงตาของเด็กหนุ่มก็ลุกโชนเป็นประกายรีบกระโดดลงจากก้อนหิน    แล้วเดินแกมวิ่งเข้ามาหานาง   มองขึ้นมองลงสำรวจตัวนางพักหนึ่งว่ายังอยู่ครบสามสิบสอง   ไม่มีบาดแผลใดกลับมาแล้วก็ถอนหายใจโล่งอกพูดว่า  “เจ้ากลับมาปลอดภัยก็ดีแล้ว   อาการของข้าเองก็ดีขึ้นเกือบจะ.....”

สายตาของเด็กหนุ่มเหลือบไปเห็นโอวหยางเส่าเฉิน   เขาก็หันไปก้มศีรษะคารวะแก่ซื่อจื่อ “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ดูแลน้องสาวของกระหม่อมมาเป็น.....”

“เรื่องเล็กน้อย,  มิต้องเกรงใจไป!”    โอวหยางเส่าเฉินตอบกลับเสียงสุภาพ

มู่หรงเสวี่ยมองมู่หรงเยว่   นางเลิกคิ้วทำท่าล้อเลียน    ริมฝีปากยังคงยิ้มละมัย   กล่าวยั่วเย้าว่า    “ข้าไม่อยู่,  นึกว่าพี่จะรีบไปแจกเงินซื้อข้าวหมาซะอีก”

“เจ้าก็พูดเป็นเล่นไป    ข้าในตอนนี้, ไม่อยากจะไปเล่นพนันกัดหมาอีกต่อไปแล้ว    ข้ากำลังท่องตำราอย่างจริงจังด้วยซ้ำ....”    มู่หรงเยว่โบกหนังสือที่ถืออยู่ในมือให้ดูเป็นหลักฐาน ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

มู่หรงเสวี่ยกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะกล่าวขัดขึ้นมาว่า   “แต่ว่าพี่......หนังสือ.....”

มู่หรงเยว่ไหวตัว  พิศดูหนังสือ  เห็นตัวอักษรที่หน้าปกว่าด้วยบทกวี  พลิกผันกลับหัวกลับหาง
ใบหน้าของเด็กหนุ่มขึ้นสีบางๆ  เสกระแอมกระไอ   ในดวงตาพลันเกิดอารมณ์หงุดหงิด   ใช่ว่าเขาจะรักการอ่านที่ไหน   แต่เขาก็ได้พยายามแล้ว    อ่านได้หน้าหนึ่ง,  ทั้งๆที่พยายามทำความเข้าใจเนื้อหาแต่ก็ไม่วายสัปหงกจนได้......

แววตาของมู่หรงเสวี่ยเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้   เพราะจากความทรงจำของร่างเดิม,  มู่หรงเย่วผู้นี้เป็นเด็กร่าเริงชอบออกท่าออกทาง  เน้นไปเรื่องละเล่น  ไม่ใช่ชอบอยู่นิ่งๆ นั่งอ่านตำรา

“ก็...ข้าไม่อยากทำตัวเสเพลอีกต่อไป!”   เสียงของมู่หรงเยว่กดต่ำ:เย่วอี้เฉินที่เป็นเทพสงครามนั้น,  เมื่ออายุเพียงสิบสี่ปีเท่ากับเขาก็นำทัพออกรบ  เข้าสู่สมรภูมิแล้ว   ตัวฝ่าบาทโอวหยาง, อายุได้สิบสี่ปีเช่นเขาก็ท่องไปแล้วทั่วหล้า

แต่ตัวเขาในอายุสิบสี่ปีกลับดีแต่ตีไก่, กัดหมา, เข้าบ่อนจนชื่อเสียงคุณชายเสเพลขจรขจายไปทั่วเมืองหลวง   หากเรื่องราวจัดฉากเบื้องหลังของเขาไม่ถูกเปิดเผยขึ้นมาก่อน, คาดว่าไม่ต้องดูไปถึงช่วงหนุ่มแน่นที่สุดคือสิบแปดปี....ต่อให้เทียบกันจนถึงช่วงแปดสิบปี,  เขาก็ยังไม่ได้เศษเสี้ยวของชายหนุ่มแห่งยุคสมัยทั้งสอง

เขาอยากจะร่ำเรียนให้หนัก  ถึงมิอาจเปรียบเทียบกับสองหนุ่มผู้โดดเด่น  แต่ขอแค่เพียงมิใช่ให้ผู้คนที่ได้พบเห็นเอาแต่ถอนใจเสียดาย  หรือไม่ก็พูดจาเสียดสีว่าเป็นหนุ่มเสเพลให้เสียชาติเกิด

ดูทีท่าของมู่หรงเยว่คราวนี้ หรือว่าจะเป็นคำพูดดูหมิ่นของซ่งชิงเหยียนที่ทำให้เขารู้สึกสำนึกกัน?

ใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ   ตอนนี้ขอให้เขามีใจใฝ่ดีย่อมเป็นสิ่งประเสริฐยิ่ง   “บ้านเมืองยังมีขุนนางสองฝ่ายเลย   ท่านพี่หากท่านไม่ชอบบุ๋น, ก็ยังมีสายบู๊ให้ท่านได้เลือกอยู่”  มู่หรงเสวี่ยยิ้มตาหยีโค้ง

มู่หรงเยว่สะดุดใจ    “สายบู๊?”

“ก็ใช่นะซิ,  ก็ท่านชอบตัวหนังสือเห็นมันเป็นตัวอักษรซะเมื่อไหร่   มองทีไรก็เห็นเป็นแมลงวันตั้งแถวเดินขบวน    ต่อให้ท่านกัดลิ้นตั้งใจอ่านก็คงรู้เรื่องเข้าใจไม่ได้มากหรอก   แต่หากเปลี่ยนเป็นเรื่องหมัดๆ มวยๆ ที่ลุงหุยสอนท่าน   ดูท่านยังเรียนรู้ได้เรื่องได้ราวมากกว่าอีก”

ในความทรงจำของร่างเดิม เคยเห็นมู่หรงเยว่กับลุงหุยใช้เวลาเรียนรู้เพลงยุทธ์ด้วยกัน   มู่หรงเยว่หัวไวเรียนรู้ได้ดีหากแต่เกียจคร้านทำให้เรียนมาสิบปีได้ท่าร่างไปเพียง 49 ท่า

“แต่ถึงกระนั้น, ไหนๆ ก็ไหนแล้ว ,  พี่อย่าเรียนแค่รำหมัดมวยเฉยๆ อยู่ที่จวนอย่างเดียวเลย  หากจะเอาดีทั้งที,   สู้สมัครเข้าค่ายทหาร....จะได้เรียนรู้ทั้งเพลงยุทธ์และหลักพิชัยสงครามไปเลยในตัว.....”

มู่หรงเยว่มีของดีอยู่ในตัว   เสียแต่ว่าขาดบิดามารดาอบรมสั่งสอน  ทั้งยังขี้เกียจไปหน่อย  แต่ถ้าหากตั้งใจให้ดี....ต่อไปก็ไม่ต้องตกเป็นรองผู้ใดอีกต่อไปแล้ว


ค่ายทหารมีกฎระเบียบที่เข้มงวด  ได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจัง   ทหารทุกคนต้องเข้มแข็งมีศักยภาพ   ตราบใดที่เขาสามารถทนทานรับการฝึกอันทรหดได้   รับประกันได้เลยว่าพ่อหนุ่มเสเพลผู้นี้ต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแน่!



.........................................
จบบท



31 ความคิดเห็น:

  1. มาสร้างพี่ชายให้เป็นลูกผู้ชายกัน

    ตอบลบ
  2. กลับมาจากค่ายพี่ชายต้องเนื้อหอมมากๆแน่

    ตอบลบ
  3. แมนมากๆๆๆเลยยพี่ชายย

    ตอบลบ
  4. ในที่สุดพี่ชายก็คิดได้แล้ว โอ๊ยอยากจะจุดพลุฉลอง

    ตอบลบ
  5. ขอบคุณคะ ได้ลุ้นทุกตอน

    ตอบลบ
  6. ขอบคุณคะ ได้ลุ้นทุกตอน

    ตอบลบ
  7. ลูกผู้ชายตัวจริงมาแล้ว ขอทางหน่อยจ้า

    ตอบลบ
  8. บทบาทใหม่ของพี่ชาย...ดีที่ยังยอมกลับตัวกลับใจ

    ตอบลบ
  9. แน่ใจนะว่ามู่หรงเยว่เป็นพี่ชายนึกว่าจะเลื่อนขั้นให้เป็นลูกชายซะแล้ว

    ตอบลบ
  10. ผลักดันพี่ชายเต็มที่

    ตอบลบ
  11. ผลักดันพี่ชายเต็มที่

    ตอบลบ
  12. พี่ชายขอให้ท่านเป็นลูกผู้ชายขึ้น

    ตอบลบ
  13. สู้เขาท่านพี่ 555

    ตอบลบ
  14. เข้าค่ายออกมากลายร่างเป็นไอ้หนุ่มพลังK

    ตอบลบ
  15. กว่าจะคิดได้ เล่นเอาลุ้นแล้วลุ้นอีก ง้อวว

    ตอบลบ
  16. พี่ชาย พี่กลับตัวกลับใจได้แล้ว ซึ้งมากน้ำตาจะไหล

    ตอบลบ
  17. พี่ชายเริ่มเป็นผู้เป็นคนแล้วสินะ... ดีจายยยยย

    ตอบลบ
  18. ท่านพี่จะเป็นผู้เป็นคนแล้วสินะ ว่าแต่นังย่าคงไม่ดวงดีรอดมาได้อีกนะ

    ตอบลบ
  19. ท่านพี่สู้เขา!

    ตอบลบ
  20. ปรบมือรัวๆ ให้พี่ชายค่าาาา

    ตอบลบ
  21. หวังว่านางตู้จะช้ำในตายอยู่ในเรือนนะ
    เย้ดีจังพี่ชายได้สติรู้จักคิดแล้ว
    ตอนหน้าจะได้เห็นความหวานของซื่อจื่อมั้ย???

    ตอบลบ
  22. ดีใจกับท่านพี่ที่คิดได้

    ตอบลบ
  23. คิดถึงหมาน้อยยย ทิเบตัน

    ตอบลบ
  24. ท่านพี่ต้องเต็มที่แล้วนะ :)

    ตอบลบ
  25. ให้ท่านโอวหยางช่วยอบรมบ่มนิสัยเด๋วก็โตขึ้นเองแระ

    ตอบลบ
  26. พี่ชาย ตั้งใจจะเป็นที่พึ่งให้น้องแล้ว

    ตอบลบ
  27. ขอจองตำแหน่งว่าที่พี่สใภ้หลังจากมู่หรงเยว่กลับจากค่ายทหารนะเสี่ยวเอ๋อ

    ตอบลบ
  28. อยากเห็นอ่ะว่าพี่ชายจะทำได้ไหมนะ

    ตอบลบ
  29. กลับตัวกลับใจแล้วพี่ชาย

    ตอบลบ

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น